“ชุ่นจื้อ เอารถม้าไปคืนด้วย เย็นนี้มากินข้าวที่บ้าน แล้วค่อยแบ่งเงินกัน”
ชุ่นจื้อขับรถม้าส่งเขากลับบ้านก่อน เฉินเสียงหยางอุ้มลูกสุนัขกระโดดลงจากรถม้า พอผลักประตูรั้วเข้าไปก็เห็นชางอวิ๋นจ้องลูกสุนัขในอ้อมแขนเขาเขม็ง จมูกขยับดมฟุดฟิดไม่หยุด
“จมูกหมานี่ไวจริง ต่อไปเจ้าสองตัวนี้ยกให้แกเลี้ยงแล้วกัน เลี้ยงมันให้ดีนะ ถึงตอนนั้นจะได้ให้พวกมันเลี้ยงแกยามแก่”
สุนัขล่าสัตว์อายุสี่ปีถือว่าโตเต็มวัยแล้ว อยู่เกินสิบปีได้ก็นับว่าไม่ง่าย พออายุแปดปีก็จะเริ่มแก่ลงทีละน้อย
เฉินเสียงหยางวางลูกสุนัขทั้งสองตัวลง ชางอวิ๋นเดินเข้าไปดมทีละตัว ก่อนจะครางหงิงออกมา
“เหมาหลู่เหรอ ซื้อมาเท่าไร”
ตอนนั้นเอง ปู่ก็เดินออกมาจากห้องโถง ย่อตัวลงหิ้วลูกสุนัขทั้งสองตัวขึ้นมาดู พอพินิจแล้วดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“ตัวละสามสิบห้าหยวน ซื้อมาเป็นสี่ตัว แต่สองตัวนั้นรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยดี ผมเลยไม่ได้ซื้อ เจ้าสองตัวนี้ตั้งชื่อว่าหลนโถวกับกังตั้น”
ปู่พยักหน้าหลังได้ยิน วางลูกสุนัขทั้งสองตัวไว้ในรังของชางอวิ๋น จากนั้นก็หันมาพูดกับเฉินเสียงหยางว่า
“แกเป็นคนซื้อมา ต่อไปก็รับผิดชอบเลี้ยงทั้งหมด รวมชางอวิ๋นด้วย วิชาของปู่แกก็เรียนไปเกือบหมดแล้ว ปู่แก่แล้ว ต่อจากนี้คงไม่ขึ้นเขาไปกับพวกแกอีก ปืนสุ่ยเหลียนจูให้ชุ่นจื้อใช้ไปก่อน ส่วนปืนสามแปดใหญ่กระบอกนั้นก็เอาไปคืนเถอะ”
เฉินเสียงหยางพยักหน้า เขาไม่ใช่คนคิดมาก และไม่ถึงกับเศร้าหมองเพียงเพราะต่อไปไม่มีปู่พาขึ้นเขา การล่าสัตว์ในป่าสืบทอดกันมาแบบนี้ทุกรุ่น ปู่อายุมากแล้ว ถ้ายังขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยกัน ร่างกายก็คงรับไม่ไหว
“ปู่ วางใจเถอะ ผมกับชุ่นจื้อจะไม่เข้าป่าลึกไปอีกพักใหญ่ ก่อนปีใหม่ยังต้องแต่งงาน ผมรักชีวิตตัวเองนะ”
