จ้าวซิ่วหลานเห็นเขาไม่ขยับ จึงอุ้มสือโถวเดินมาหา เสิ่นต้าจู้เห็นนางเดินเข้ามาก็ขยับตัวหลบเล็กน้อย จ้าวซิ่วหลานจึงนั่งลงข้างเขาโดยอุ้มสือโถวไว้ในอ้อมแขน
“ความหมายของท่านอาจารย์ฟางคือ สือโถวลูกของเรามีแววเป็นบัณฑิต” จ้าวซิ่วหลานนั่งลง เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้น
เสิ่นต้าจู้แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจต่อไปไม่ได้แล้ว เขาย่อมรู้ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร แต่คำว่า “เรียนหนังสือ” สองคำนี้ดูเหมือนห่างไกลจากพวกเขาเหลือเกิน ห่างไกลนัก...ไกลจนเขาไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน ไม่เคยเลยสักครั้ง
เสิ่นต้าจู้ทวนคำพูดของจ้าวซิ่วหลาน “มีแววเป็นบัณฑิต เรียนหนังสือ...” เขาพึมพำสองคำนี้ซ้ำไปซ้ำมา แม้จะเป็นเพียงสองคำ แต่เมื่ออยู่ในปากเขากลับเหมือนกำลังเคี้ยวอะไรสักอย่าง ทว่ารสชาติกลับจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้ง
ตระกูลเสิ่นของพวกเขาสืบทอดการเป็นชาวนามาหลายชั่วคน มีแต่คลุกคลีอยู่กับดินกับนา เรื่องเรียนหนังสือรู้หนังสือนั้นยิ่งห่างไกลราวกับดวงดาวบนฟ้า
“แต่ว่า...” เสิ่นต้าจู้พูดแล้วก็ชะงัก เขาก้มมองมือหยาบกร้านทั้งสองข้างของตนที่เหมือนเปลือกต้นหมู่ฮวยเก่าแก่ตรงปากหมู่บ้าน ทั้งยังมีดินฝังแน่นอยู่ใต้เล็บ เพราะทำงานในนาอยู่เสมอ จึงไม่เคยทำความสะอาดจนหมดจดได้เลย
เขาทำได้เพียงทำนา
จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “เรียนหนังสือ...ต้องใช้เงินใช่หรือไม่”
เงียบ...ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทั้งสองไม่พูดอะไร และไม่รู้ด้วยว่าควรพูดอะไร
จ้าวซิ่วหลานก้มมองสือโถวในอ้อมแขน จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ หยดลงบนใบหน้าของสือโถว เด็กน้อยขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ตื่น ยังคงหลับสนิทอย่างเป็นสุข
