ฟางเหวินชิงเพ่งมองให้ชัด ก่อนเดินไปยังต้นหมู่ฮวยเก่าแก่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มองไปก็เห็นตัวอักษรเรียงเป็นแถวอยู่บนพื้นดิน
“เทียนตี้เสวียนหวง อวี่โจวหงหวง……”
ฟางเหวินชิงหรี่ตามองตัวอักษรเหล่านั้น “อืม……แม้ตัวอักษรจะเอียงไปเอียงมาบ้าง แต่แต่ละเส้นแต่ละขีดก็ชัดเจน โครงสร้างตัวอักษรก็เป็นระเบียบพอใช้” เขาคิดในใจเช่นนั้น
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเด็กน้อยที่กำลังเขียนตัวอักษร เด็กคนนี้ดูมีอายุเพียงสามสี่ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ทั้งยังไม่ได้สวมรองเท้า เท้าเล็กทั้งสองข้างเปื้อนดินเต็มไปหมด เสื้อผ้าก็ปะชุนจนทั่ว
ครั้นมองใบหน้าของเด็กน้อย สายตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน ฟางเหวินชิงพลันรู้สึกตกตะลึง เพราะแววตาของเด็กน้อยไม่มีความไร้เดียงสาอย่างที่เด็กสามสี่ขวบควรมี กลับสุขุมนิ่งราวกับผู้ใหญ่
เขาหันไปถามโจวเต๋อกุ้ยว่า “เด็กน้อยคนนี้เป็นใคร ลูกบ้านไหน?”
โจวเต๋อกุ้ยเห็นดังนั้นก็รีบตอบว่า “เป็นคนบ้านเสิ่นขอรับ พ่อของเขาคือเสิ่นต้าจู้ เป็นเด็กที่ข้าเคยเขียนจดหมายเรียนท่านคราวก่อน เขาชื่อสือโถว เสิ่นสือโถว ในหมู่บ้านของเรานั้น……”
โจวเต๋อกุ้ยยังพูดไม่ทันจบ ฟางเหวินชิงก็ยกมือห้ามเขาแล้วกล่าวว่า “เด็กน้อยที่อายุสามขวบก็รู้จักตัวหนังสือคนนั้นคือเขาหรือ? เป็นเด็กที่ท่านเคยเล่าให้ข้าฟังก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?”
แม้เขาจะพูดกับโจวเต๋อกุ้ย แต่สายตากลับจับจ้องสือโถวอยู่ตลอด
“ใช่แล้ว เป็นเขานั่นแหละ!” โจวเต๋อกุ้ยขยับเข้าไปใกล้ฟางเหวินชิง เสียงก็เบาลงตามไปด้วย เขากล่าวว่า “ข้ามีชีวิตมาจนปูนนี้ ดินเหลืองกลบไปครึ่งตัวแล้ว แต่ยังไม่เคยพบเรื่องเช่นนี้มาก่อน เขามาดูประกาศที่ข้าเขียนทุกวัน แล้วเลียนแบบไปมา ก็เรียนเขียนหนังสือได้แล้ว” แม้จะตั้งใจกดเสียงให้เบา แต่พอพูดถึงตรงนี้ด้วยความตื่นเต้น เสียงก็พลันดังขึ้นมา
เขากระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวต่อว่า “ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เพียงรู้จักตัวอักษรและเขียนออกมาได้เท่านั้น ยังรู้ความหมายด้วย……”
ฟางเหวินชิงได้ฟังถึงตรงนี้ก็ไม่ได้พูดอะไร กลับยิ่งสงสัยในตัวสือโถวมากขึ้น เขาย่อตัวลงมองเด็กน้อย
เขาพูดกับสือโถวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กน้อย ตัวหนังสือพวกนี้เจ้าเรียนมาจากใคร?”
“ท่านอาจารย์ฟาง?” สือโถวครุ่นคิดอย่างรวดเร็วในใจ
ชายผู้นี้มีบุคลิกโดดเด่น น้ำเสียงยามพูดก็อ่อนโยน เสื้อผ้าที่สวมแม้จะเก่า แต่สะอาดเรียบร้อย ข้อนิ้วบนสุดของนิ้วกลางนูนเด่น ดูท่าคงเป็นร่องรอยจากการจับพู่กันเขียนหนังสือมานานปี
ดูจากท่าทีเคารพนบนอบและคำเรียกขานของโจวเต๋อกุ้ย……ชายผู้นี้เป็นบัณฑิต
บัณฑิตหรือ? ไม่ใช่ขุนนาง เช่นนั้นก็คงเป็น……ซิ่วไฉ อืม……ต้องเป็นซิ่วไฉแน่
เขารอโอกาสนี้มานานกว่าครึ่งปีแล้ว
“เรียน”
สือโถวถือกิ่งไม้ ก้มหน้าลงเขียนตัวอักษรนี้บนพื้น เขาไม่ได้ตอบคำถามของท่านอาจารย์ฟาง
จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองฟางเหวินชิงแล้วกล่าวว่า “เรียน ข้าอยากเรียน”
ฟางเหวินชิงมองเขา แล้วหันไปมองตัวอักษรบนพื้น จ้องดูอยู่พักใหญ่
เขาคิดว่า ตนสอนหนังสือมาหลายสิบปี พบเจอลูกศิษย์มานับไม่ถ้วน มีทั้งขยันหมั่นเพียรและเฉลียวฉลาด มีทั้งคนธรรมดาทั่วไป และคนเกียจคร้านปัญญาทึบ……บางครั้งก็พบเด็กที่มีพรสวรรค์เหนือคนอยู่บ้าง แต่เด็กที่อยู่ตรงหน้านี้ เขาเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก
ตัวอักษร “เรียน” ที่เด็กอายุสามขวบเขียนนั้นไม่เพียงถูกต้องสมบูรณ์ทุกขีด ยังแผ่พลังบางอย่างออกมาจากทั้งตัวอักษร มองก็รู้ว่าเขาไม่ได้เพียงเขียนได้เท่านั้น
หลังครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ลุกขึ้นยืน มองโจวเต๋อกุ้ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวว่า “พี่เต๋อกุ้ย รีบไปตามพ่อของเด็กคนนี้มา”
“หา……ตอนนี้หรือ?” โจวเต๋อกุ้ยชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่……เดี๋ยวนี้เลย!” น้ำเสียงของฟางเหวินชิงหนักแน่น
ไม่นานนัก พ่อของสือโถวก็ถูกโจวเต๋อกุ้ยลากตัวมา
เสิ่นต้าจู้มองฟางเหวินชิง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร โจวเต๋อกุ้ยแตะไหล่เขา เขาถึงได้สติกลับมา
“ท่านอาจารย์ฟาง สวัสดีขอรับ……” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหม่า
เรื่องนี้ก็เข้าใจได้ เขาเป็นชาวนาที่คลุกคลีอยู่กับผืนดินทุกวัน ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้มีความรู้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นโจวเต๋อกุ้ยยังลากเขามากะทันหัน ตอนนั้นเขากำลังทำงานอยู่ในนา เนื้อตัวเปื้อนโคลนไปหมด แม้แต่คราดที่ใช้ทำงานก็ยังไม่ได้วางลง แบกติดตัวมาด้วย
เขายังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนัก พอเห็นท่านอาจารย์ก็ยิ่งประหม่า จนไม่รู้จะวางมือไว้ที่ใด
ฟางเหวินชิงยกมือห้ามเขาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นพ่อของเด็กน้อยคนนี้หรือ?”
เสิ่นต้าจู้ได้ยินคำถามก็ยิ่งประหม่าอย่างไม่มีสาเหตุ เขาคิดว่าลูกชายอาจไปก่อเรื่อง หรือทำให้ท่านอาจารย์ขุ่นเคือง
เขากลืนน้ำลายแล้วตอบว่า “ใช่ขอรับ ข้าเป็นพ่อของเขา นี่คือลูกชายข้า สือโถว” จากนั้นก็ถามอย่างกระวนกระวายว่า “เขาเป็นอะไรหรือขอรับ? เขาล่วงเกินท่านหรือก่อเรื่องอะไรไว้หรือไม่? หากเขาล่วงเกินท่าน……”
ฟางเหวินชิงรู้ว่าเขาเข้าใจผิด จึงรีบตัดบท
“เขาไม่ได้ก่อเรื่อง และไม่ได้ล่วงเกินข้า” เขารีบหยุดอีกฝ่ายไม่ให้พูดต่อ จากนั้นจึงถามเสิ่นต้าจู้ว่า “ที่ข้าอยากถามคือ เด็กคนนี้เรียนรู้ตัวอักษรมาจากใคร?”
เสิ่นต้าจู้ได้ยินคำถามก็ชะงักไป ก่อนส่ายหน้าแล้วตอบว่า “รู้จักตัวหนังสือหรือ? ข้ากับแม่ของเขาต่างก็ไม่รู้หนังสือ ไม่มีใครสอนเขาขอรับ”
ฟางเหวินชิงชี้ไปยังตัวอักษรบนพื้นแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ตัวอักษรพวกนี้เขาเรียนมาจากใคร?”
เสิ่นต้าจู้มองตามนิ้วของเขาไป เห็นสือโถวกำลังนั่งยองอยู่บนพื้นและตัวอักษรตรงหน้า ก็กล่าวอย่างงุนงงว่า “นี่……ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน……ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินทุกคนพูดเรื่องนี้กัน……ว่าลูกชายข้าเขียนหนังสือเป็น พูดตามตรง ข้ากับแม่ของเขาตกใจมาก พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจู่ ๆ เขาถึงเขียนหนังสือเป็นได้”
จากนั้นเสิ่นต้าจู้ก็หันไปมองโจวเต๋อกุ้ยที่อยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวต่อว่า “ลุงเต๋อกุ้ยบอกว่า สือโถวบ้านข้ามาดูประกาศที่เขาติดไว้ทุกวัน บางทีดูบ่อยเข้าก็เลยเขียนเป็น……”
ฟางเหวินชิงฟังเสิ่นต้าจู้พูดจบแล้วก็เงียบไปนาน ไม่เอ่ยอะไรอีก
ทันใดนั้น! เขาถอนหายใจยาว ก่อนหันไปพูดกับโจวเต๋อกุ้ยที่อยู่ข้าง ๆ สองสามคำ แม้น้ำเสียงจะเบา แต่ทุกคำกลับชัดเจนแจ่มแจ้ง
“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อย่าปล่อยให้เสียเปล่า……”
เพียงไม่กี่คำนี้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นล้วนได้ยินชัดเจน เสียงกังวานราวกับก้อนหินตกกระทบผิวน้ำอันเงียบสงบ
“เคร้ง……” คราดในมือเสิ่นต้าจู้ร่วงลงพื้น เขายืนนิ่งงันอยู่กับที่เป็นเวลานาน
แม้เขาจะไม่รู้หนังสือ แต่ก็เดาความหมายคร่าว ๆ ของคำพูดท่านอาจารย์ฟางได้
ยามค่ำคืน ภายในลานเรือนตระกูลเสิ่น
เสิ่นต้าจู้นั่งสูบยาเส้นอยู่บนธรณีประตู สูบมวนแล้วมวนเล่า ก่อนจะสูบยาเส้นจนหมดทั้งถุงอย่างเงียบงัน
เวลานั้นจ้าวซิ่วหลานอุ้มสือโถวซึ่งหลับไปแล้ว ยืนอยู่ตรงประตูห้องโถงแล้วเอ่ยกับเสิ่นต้าจู้เสียงเบาว่า “พ่อของลูก รีบเข้ามาเถอะ ข้างนอกอากาศเย็น”
เสิ่นต้าจู้มองถุงยาเส้นที่สูบหมดแล้วในมือ ก่อนเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยสูงเหนือศีรษะ เขายังไม่ขยับ เพียงมองดวงจันทร์บนฟ้าแล้วถามว่า “แม่ของลูก วันนี้คำพูดของท่านอาจารย์ฟาง……เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมายความว่าอย่างไร?” เขารู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังแสร้งถาม
