เสิ่นเหลาเก้นทำไร่ทำนามาตลอด ปีนี้เพิ่งจะอายุห้าสิบปี แต่ผมกลับขาวไปกว่าครึ่ง หลังค่อมงองุ้ม ทั้งยังมีมือหยาบกร้านคู่หนึ่ง ราวกับเปลือกต้นหมู่ฮวยเก่าแก่ตรงปากหมู่บ้าน
เขาคลุกคลีอยู่กับผืนดินมาตลอดชีวิต ไม่ได้มีความสำเร็จอันใด ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวคืออย่าให้สายเลือดตระกูลเสิ่นต้องขาดสะบั้นลงในมือของตน
บัดนี้ดูเหมือนความฝันของเขาจะเป็นจริงแล้ว
เวลานั้น นางชราหลิวยกไข่ไก่มาให้ พอเห็นเสิ่นเหลาเก้นอุ้มเด็กน้อยอยู่ จึงเอ่ยถามขึ้นมาตามสบายว่า “เด็กคนนี้ชื่ออะไรหรือ”
“อืม... ไม่อย่างนั้นเรียกว่าโกวเซิ่งเอ๋อร์ดีหรือไม่ มิใช่บอกว่าตั้งชื่อให้ต่ำต้อยแล้วจะเลี้ยงง่ายหรอกหรือ” เสิ่นเหลาเก้นจ้องหลานชาย พลางยิ้มจนเห็นฟันกล่าว
เฉินซื่อเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ชื่อเดียวกับเจ้าหนุ่มทึ่มบ้านสกุลหวังฝั่งตรงข้ามน่ะสิ” ว่าแล้วก็กลอกตา “ข้าว่าเรียกสือโถวเถอะ สือโถวแข็งแรงดี”
“ได้ เช่นนั้นก็เรียกสือโถว” ปากเสิ่นเหลาโถวพูดเช่นนั้น แต่ดวงตายังคงยิ้มมองหลานชาย คางขยับขึ้นลงหยอกล้อเด็กน้อย เขาคร้านจะโต้เถียงเรื่องเหล่านี้
คราวนี้เสิ่นต้าจู้กลับนั่งไม่ติด “พ่อ แม่ ให้เรียกสือโถวเป็นชื่อเล่นไปก่อนก็ได้ ข้า... ข้าอยากตั้งชื่อจริงที่ไพเราะกว่านี้ให้เขา” คราวนี้นับว่าเขาหาได้ยากที่จะกล้าโต้แย้งสักประโยค
มารดาของเขากลับไม่เห็นด้วย “เจ้าจะตั้งชื่อจริงให้เขาหรือ เจ้ารู้จักอักษรกี่ตัวกันเชียว”
เสิ่นต้าจู้จึงไม่พูดอะไรอีก
เพราะเขาไม่รู้หนังสือจริง ๆ ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น หากไล่ขึ้นไปสามชั่วคนในตระกูลเสิ่น ก็ยังหาคนรู้หนังสือสักคนไม่พบ
อีกทั้งไม่ใช่เพียงตระกูลเสิ่นเท่านั้น ทั้งหมู่บ้านมีคนรู้หนังสือเพียงหยิบมือเดียว นับนิ้วมือทั้งสองข้างก็พอ แถมยังรู้จักเพียงชื่อตัวเองเท่านั้น แค่ระดับนี้ก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้วในหมู่บ้านซิ่งหัว
เป็นเช่นนี้ ชื่อของเด็กน้อยจึงเรียกไปก่อนว่า... “สือโถว” เป็นชื่อเล่น
……
สือโถวเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยทำให้ผู้ใหญ่ต้องเป็นห่วง
พอพ้นเดือนแรก กินอิ่มแล้วก็นอน แทบไม่ร้องงอแง พอตื่นขึ้นมาก็ไม่ร้อง เพียงเบิกตาน้อย ๆ กลอกมองไปรอบด้าน ไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่เดี๋ยวก็ร้องเดี๋ยวก็โวยวาย กลิ้งเกลือกไปกับพื้นส่งเสียงลั่น
จ้าวซิ่วหลานผู้เป็นมารดา เจอใครก็ชมว่าเขาว่าง่ายกว่าพี่สาวทั้งสองคน ไม่ร้องไม่งอแง เลี้ยงง่ายเหลือเกิน
พวกสตรีในหมู่บ้านได้ยินแล้วก็พากันอิจฉา “นั่นสิ... วันดี ๆ ของสือโถวตัวน้อยยังรออยู่ข้างหน้า” ทุกคนพูดพลางยิ้ม
แต่คำว่า “วันดี ๆ” เมื่อใช้กับชีวิตยามนี้ของตระกูลเสิ่น กลับกลายเป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามไปเสียแล้ว
เพราะตระกูลเสิ่นยากจนเหลือเกิน ไม่ใช่แค่ยากจนธรรมดา ต่อให้มีขโมยย่องเข้าบ้านก็ยังอยากเอาของมาวางไว้ให้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกละอายใจ
บ้านที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ยังเป็นบ้านที่เสิ่นเหลาโถว หรือก็คือเสิ่นเหลาเก้น ก่อขึ้นทีละก้อนอิฐดินเหนียวตั้งแต่ยังหนุ่ม บ้านอิฐดินเหนียวสามห้องนี้ ผนังลอกทุกปี ส่วนหลังคามุงด้วยหญ้าคา ตรงไหนผุก็ปะ ตรงไหนปะแล้วก็ผุอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวันฝนตก ข้างนอกฝนตกหนัก ข้างในฝนตกปรอย ข้างนอกฝนตกปรอย ข้างในก็มีละอองฝน พูดได้ว่าหากฝนตกตอนกลางคืนก็อย่าหวังจะได้นอน ทั้งครอบครัวตั้งแต่เด็กจนแก่ต้องระดมหม้อชามและข้าวของออกมารองน้ำ รอยรั่วตรงนี้เพิ่งรองเสร็จ ตรงนั้นก็รั่วอีก ยุ่งจนหัวหมุน
หากพูดถึงที่นา ทั้งหมดมีเพียงสามไร่ หนึ่งในสามปลูกข้าว อีกสองในสามปลูกข้าวโพด หลังบ้านยังมีที่ดินผืนเล็ก ๆ สำหรับปลูกผักอีกแปลงหนึ่ง
แต่ยังต้องเสียภาษีและจ่ายค่าเช่าให้เจ้าที่ดิน หลังจากนั้นธัญพืชที่เหลือจึงเป็นของคนทั้งครอบครัว ถึงจะเหลือเพียงเท่านี้ก็ยังต้องกินอย่างประหยัด จึงจะพอประทังชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด
อยากกินเนื้อหรือ ไม่ได้หรอก! ของหายากเช่นนี้มีให้เห็นแค่ช่วงปีใหม่เท่านั้น
ปกติถ้าอยากกินของคาวจะทำอย่างไร ก็ได้แต่รอช่วงว่างจากงานในนา ให้เสิ่นเหลาเอ้อร์ไปจับปลาสักสองสามตัวในแม่น้ำ หรือไม่ก็ไปวางบ่วงบนเขาจับกระต่ายป่าสักสองสามตัวมาแก้อยาก
เสื้อผ้ากางเกงอะไรพวกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่สาวคนโตใส่แล้วก็ส่งต่อให้น้องสาว พอน้องสาวใส่ไม่ได้แล้วค่อยส่งให้สือโถว ขาดตรงไหนก็ปะแล้วใส่ต่อ
พอถึงคราวสือโถวได้ใส่ เสื้อผ้าก็ผ่านการเย็บปะมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว รอยปะทับซ้อนกันเต็มไปหมด จนมองไม่ออกว่าเดิมทีเป็นสีอะไร
แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะฝืดเคือง แต่คนในครอบครัวรักใคร่ปรองดองกัน บ้านจึงครึกครื้นและอบอุ่น
ชายชราและหญิงชราแห่งตระกูลเสิ่น แม้จะอยากได้หลานชายและชอบบ่นจุบจิบ แต่ก็รักหลานสาวไม่ต่างกัน
ยายเสิ่นมักพูดอยู่เสมอว่า “เด็กผู้หญิงตัวน้อย โตไปก็ต้องเป็นคนของบ้านอื่น” ทว่ารองเท้าคู่ใหม่ที่ควรทำให้หลานสาวทั้งสองคน นางไม่เคยขาดทำให้แม้แต่ครั้งเดียว
เสิ่นเหลาโถวแม้พูดไม่มาก ทั้งยังซื่อสัตย์จริงใจ เวลาเห็นเขาก็มักกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เสมอ แต่ในใจเขารู้ทุกอย่างดี!
จ้าวซิ่วหลาน ลูกสะใภ้ของพวกเขาก็เป็นหญิงอ่อนโยน ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างสุภาพ ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าบ้านไหนในหมู่บ้านจะมีงานมงคลหรืองานศพ ก็มักเชิญนางไปช่วย
คนทั้งครอบครัวเจ็ดชีวิตอาศัยเบียดเสียดกันอยู่ในบ้านดินสามห้องอันแสนเรียบง่าย แม้ชีวิตจะลำบาก แต่เพราะทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน จึงยังนับว่ามีความสุข
เป็นเช่นนี้ สือโถวก็อายุสามขวบแล้ว
แต่สือโถวยังคงแตกต่างจากเด็กเล็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านอยู่บ้าง
ตอนที่เขาวิ่งไปทั่วหมู่บ้านตามพี่สาวทั้งสอง เด็กคนอื่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันยังคงกลิ้งเกลือกอาละวาดอยู่บนพื้น
สือโถวอายุสามขวบแล้ว ซิงเอ๋อร์อายุเก้าขวบ ส่วนเถาเอ๋อร์ก็เจ็ดขวบ พี่น้องสามคนเล่นด้วยกันทุกวัน
พี่สาวคนโตนำหน้าไปก่อน สือโถวตัวน้อยวิ่งตามอยู่ท้ายสุด ส่วนพี่สาวคนรองจูงมือน้องชายอยู่ตรงกลาง คอยป้องกันไม่ให้เขาหกล้ม
แต่สือโถววิ่งเร็วเกินไป กลับกลายเป็นว่าเถาเอ๋อร์รั้งท้ายเสียเอง นางวิ่งตามน้องชายไปพลางร้องเรียกไปพลางว่า “สือโถว พี่ตามเจ้าไม่ทันแล้ว อย่าวิ่งต่อได้ไหม” เถาเอ๋อร์เหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน
“พี่รอง วิ่งให้เร็วกว่านี้หน่อยสิ!” สือโถววิ่งไปพลางหันกลับมายิ้มพูดไปพลาง ฟันในปากยังขึ้นไม่ครบเลย
แม้เขาจะเพิ่งสามขวบ แต่ก็พูดโต้ตอบกับผู้ใหญ่ได้เป็นประโยค ๆ แล้ว เด็กน้อยคนนี้เริ่มพูดได้เร็ว ตอนเรียกพ่อแม่ก็เพิ่งอายุขวบกว่า ๆ พออายุสองขวบก็พูดเป็นประโยคสมบูรณ์ได้แล้ว
ผู้คนในหมู่บ้านซิ่งหัวต่างชมว่าสือโถวฉลาด ต่อไปต้องเป็นคนมีวาสนา คนในตระกูลเสิ่นปากพูดถ่อมตน แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับบานเป็นดอกไม้ ปิดไม่มิดเลย
ความฉลาดของเด็กคนนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องพูดเก่งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งบิดาของเขาไปซื้อของที่ตลาดในเมือง แล้วใช้เงินสองอีแปะซื้อภาพปีใหม่กลับมา ภาพมีสีสันสดใส แม้เนื้อกระดาษจะหยาบ แต่เอาไปติดประตูช่วงปีใหม่ก็ดูสวยดี
สือโถวตัวน้อยเห็นของสิ่งนี้เข้า ดวงตาจับจ้องภาพปีใหม่จนเดินไปไหนไม่ได้
“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านถืออยู่ในมือคืออะไรหรือ”
พอเสิ่นต้าจู้ได้ยินลูกถาม ก็อธิบายให้ฟังว่านี่คือเทพทวารบาล เอาไว้ติดประตูตอนปีใหม่ คนหนึ่งชื่อฉินซูเป่า อีกคนชื่ออวี่ฉือกง ที่จริงเขารู้เพียงเท่านี้เหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่แถวบ้านเล่าให้พวกเด็ก ๆ ฟัง
พอสือโถวตัวน้อยได้ยินบิดาพูดเช่นนั้น ก็ยื่นมือไปแตะตัวอักษรบนภาพปีใหม่ พลางเอ่ยว่า “ฉินซูเป่า...”
เขาแตะตัวอักษรคดเคี้ยวเหล่านั้น แล้วถามบิดาว่า “แล้วสิ่งเหล่านี้คืออะไรหรือ คด ๆ งอ ๆ”
“นั่นคือตัวอักษร”
“ตัวอักษรหรือ ตัวอักษรอะไรล่ะ”
คำถามนี้ทำเอาบิดาของเขาจนมุม เขาเองก็ไม่รู้จักตัวอักษรเหมือนกัน...
เขาตอบตะกุกตะกักว่า “นี่... พ่อ... เอ่อ พ่อก็ไม่รู้จักเหมือนกัน”
เสิ่นต้าจู้ถึงกับหน้าแดงขึ้นมา
