เหมิ่งเสียวเริ่มเป็นห่วงขึ้นมา จึงขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย
“พวกเจ้าคงไม่ได้จะไปซื้อธัญพืชหรอกนะ?”
“ตอนนี้พ่อค้าธัญพืชไม่ยอมมากันแล้ว ธัญพืชในอำเภอก็ขึ้นราคาไปหมด”
ซุนเซี่ยงรู้มากกว่านั้น “ก็ใช่น่ะสิ เมื่อก่อนข้าวหนึ่งโต้วขายยี่สิบเหรียญทองแดง ตอนนี้สามสิบเหรียญ ได้ยินว่ายังต้องแย่งซื้อกันอีก”
เหมิ่งเสียวรู้เพียงคร่าว ๆ เพราะได้ยินบ่าวไพร่พูดคุยกัน
แต่ตระกูลซุนไม่เหมือนกัน แม้จะดีกว่าชาวนาอยู่บ้าง ทว่าซุนซือเย่ก็เป็นเพียงที่ปรึกษาคนสนิท ในบ้านมีบ่าวอยู่แค่สองคน เรื่องจับจ่ายซื้อของเข้าบ้าน ซุนเซี่ยงมีมารดาเป็นคนจัดการเอง
ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดกว่าใคร
สือโถวเท้าคาง สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา
เรือนตระกูลเสิ่นปลูกข้าวสาลีหน้าหนาวไว้ก็จริง แต่เมื่อจ่ายภาษีแล้ว เสบียงอาหารสำหรับต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็อาจไม่พอประทังชีวิต
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ พวกเรายังเด็ก จะตัดสินใจอะไรเองก็ไม่ได้”
ซุนเซี่ยงเอ่ยเตือน “จริงสิ เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าท่านอาจารย์ฟางเรียกหา ถึงเวลาแล้วกระมัง”
สือโถวได้สติกลับมา รีบพยักหน้า “เกือบลืมไปแล้ว”
เขาอุ้มการบ้านของตนขึ้นมา แล้ววิ่งออกจากห้องบรรยายไปอย่างรวดเร็ว
ห้องของฟางเหวินชิงอยู่ทางตะวันออกของสำนักเรียนประจำอำเภอ หน้าประตูปลูกไม้แกร์ไว้สองต้น สูงราวครึ่งคน เมื่อถูกฝน ใบไม้ก็เขียวขจีเป็นมันเงา
ตอนสือโถวมาถึง ประตูแง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง
ฟางเหวินชิงกำลังนั่งตรวจการบ้านของเขาอยู่ที่โต๊ะ พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้ามอง “เข้ามา”
สือโถวเดินเข้าไปอย่างเรียบร้อย แล้วปิดประตูเบา ๆ
“ข้าตรวจการบ้านของเจ้าแล้ว”
