จางเฉิงอึ้งงันไปทั้งตัว
เมื่อครู่นี้เขาฟังความหมายของบิดาออกชัดเจน เรื่องนี้หากไม่เอาความก็ปล่อยผ่านไปได้
เหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนใจอีกแล้ว?
“ท่านพ่อ!” จางเฉิงร้องเรียกอย่างไม่อยากเชื่อ
เจ้าที่ดินจางมองเขา สายตาไม่ได้ดุดัน แต่ก็ไม่เบนหนี
จางเฉิงหมดแรงลงทันที
เขากัดฟันแน่น อดกลั้นอยู่นานถึงสิบลมหายใจ จึงเค้นคำพูดออกมาจากซอกฟัน “...ข้าน้อย...พูดจาหนักเกินไป ขออภัยด้วย”
สือโถวมองเขาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
ผ่านไปเนิ่นนาน จนเจ้าที่ดินจางขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดว่าเด็กคนนี้คงจะได้คืบเอาศอก สือโถวจึงค่อยเปิดปาก
“ท่านจางกล่าวหนักเกินไปแล้ว วันหน้าพวกเราจะเป็นเพื่อนร่วมสำนักเรียนกัน ยังควรช่วยเหลือเกื้อกูลและขัดเกลากันจึงจะถูก”
จางเฉิงไม่ตอบ หันหลังเดินจากไปทันที
เจ้าที่ดินจางมองสือโถวอย่างลึกซึ้ง
เขาย่อมดูออกว่าเด็กน้อยคนนี้จงใจทำเช่นนั้น แต่กลับยิ่งทำให้เขามองอีกฝ่ายสูงขึ้นหลายส่วน
เด็กอายุเพียงสี่ขวบกลับรู้จักอาศัยสถานการณ์ จงใจเตือนเขาว่าตนเองก็เป็นผู้เล่าเรียน บีบให้เขาต้องลงโทษบุตรชาย
เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก เขามีแนวโน้มจะปล่อยผ่านตามน้ำไป แม้ในใจจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างก็ตาม
แต่คนที่ทำเรื่องเหล่านี้กลับเป็นเด็กคนหนึ่ง จะถือสาก็ไม่คุ้มค่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจ้ที่ดินจางก็รู้สึกซับซ้อนในใจ เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน พลางหันไปมองเสิ่นเหลาเอ้อร์
“น้องชายตระกูลเสิ่น คราวนี้เป็นเรือนข้าที่ต้อนรับไม่ดี ในเมื่อเด็กทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมสำนักเรียนกัน วันหน้าก็ควรสามัคคีและช่วยเหลือกัน”
เสิ่นเหลาเอ้อร์ชะงักงัน
