เสิ่นเหลาเอ้อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าความคิดของลูกชายช่างเพ้อฝันนัก แต่เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าอ่านมาจากหนังสือ เขาก็เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา
“แต่พ่อไม่เคยได้ยินว่าทำเช่นนี้ได้ด้วย...”
“ไว้ค่อยลองดูก็ได้” สือโถวยิ้ม “ตอนนี้ดูแลที่นาหนึ่งหมู่นี้ให้ดีก่อน”
เสิ่นเหลาเอ้อร์ขานรับคำหนึ่ง แล้วหยิบจอบขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ถึงสองวัน ที่นาแปลงนี้ก็จัดการเรียบร้อย
สือโถวรู้สึกเบิกบานใจนัก
ที่นาหนึ่งหมู่นี้ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ออกแรงทำงานหนักเท่าใด พ่อกับพี่สาวทั้งสองต่างเป็นผู้รับภาระส่วนใหญ่
แต่ถึงอย่างไรก็นับเป็นครั้งแรกที่เขาทดลองทำด้วยตนเองอย่างจริงจัง
หากสำเร็จ...ต่อไปแม้ข้าวในนาหนึ่งหมู่จะเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนสิบ ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วกระมัง
ทว่าทั้งหมดนี้คงต้องรอดูหลังฤดูใบไม้ร่วง
“เอาละ กลับกันเถอะ”
เสิ่นเหลาเอ้อร์ตบมือปัดฝุ่น “พรุ่งนี้เจ้าต้องกลับสำนักเรียนประจำอำเภอแล้ว ที่นาแปลงนี้พ่อจะช่วยดูแลให้”
สือโถวพยักหน้า แล้วเดินตามบิดากลับบ้าน
ครั้นกลับไปถึงสำนักเรียนประจำอำเภอ พอสือโถวก้าวเข้าไปในห้องบรรยาย ก็รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป
ในสำนักเรียนเงียบลงไม่น้อย
ศิษย์พี่เหล่านั้นที่สอบผ่านการสอบอำเภอล้วนเดินทางไปเมืองเอกเพื่อเข้าสอบเมือง ต้องสอบผ่านการสอบเมืองเสียก่อนจึงจะนับเป็นถงเซิง
ส่วนคนที่เหลืออาจมัวแต่เล่นจนเสียสมาธิไปแล้ว
เหมิ่งเสียวกับซุนเซี่ยงก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น
สือโถวเพิ่งวางย่ามหนังสือลง เหมิ่งเสียวก็พรวดพราดเข้ามาจากประตูหลัง ตบโต๊ะเขาดังป้าบ
“เสิ่นเหิงจือ! เดาสิว่าข้าไปเห็นอะไรที่เมืองเอก!”
สือโถวสะดุ้ง เงยหน้ามองเขา
ผิวของเหมิ่งเสียวคล้ำลงไปทั้งตัว แต่ดวงตากลับเป็นประกายจนน่าตกใจ
