ตลอดสามวันถัดมา ผู้ใหญ่บ้านทั้งห้าคนทยอยส่งรายชื่อพนักงานร้านสหกรณ์มาให้
พนักงานของหยางเจียวาคือหลานชายห่าง ๆ ของหยางเตอฝา ชื่อหยางเสี่ยวเฟิง เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ เคยเป็นทหารปลดประจำการ นิสัยซื่อตรง แถมยังอ่านออกเขียนได้
ส่วนหลี่เจียถุน หลี่เถี่ยซานเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง เป็นชายวัยกลางคนขาพิการชื่อหลี่ฉางซุ่น สมัยก่อนเคยเป็นนักบัญชีของทีมผลิต บัญชีแต่ละรายการชัดเจนไม่มีตกหล่น
ทางเจ้าจวง จ้าวหม่านชางเสนอเด็กหนุ่มสวมแว่นที่เรียนจบมัธยมปลายชื่อจ้าวเหวินเฉียง บ้านยากจนมาก แต่หัวไวสุด ๆ ไม่อย่างนั้นคงเรียนจบมัธยมปลายไม่ได้หรอก
ส่วนหวังเจียวาวเป็นหลานชายจากตระกูลเดียวกับหวังฟู่กุ้ย ชื่อหวังเสี่ยวเป่า เป็นคนหัวไว
ทางหมู่บ้านดาวแดง สวีเซิ่งกับหวังต้าเหลยปรึกษากันอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกจ้าวกุ้ยอิง ภรรยาของเจ้าจ้าวเถียะค้าง
เจ้าจ้าวเถียะค้างลังเลเล็กน้อย “พี่เซิ่ง! ไม่ได้หรอก! เมียผมทั้งวันเอาแต่คุยจ้อกับคนอื่น ถ้าให้เป็นพนักงานร้านสหกรณ์ สินค้าคงถูกคุยจนหายเกลี้ยงพอดี!”
“ก็เพราะเธอคุยเก่งไง”
สวีเซิ่งอธิบายอย่างจนใจ “ร้านสหกรณ์ต้องมีคนเรียกลูกค้า นายเฝ้าจุดรับฝากขายจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ให้พี่สะใภ้กุ้ยอิงมาดูแลร้านสหกรณ์พอดีเลย”
“อีกอย่าง ถ้าเธอคุยจนของหาย นายก็ต้องรับผิดชอบด้วยกัน”
เจ้าจ้าวเถียะค้างฟังแล้วทำหน้าเหมือนกลืนยาขม “พี่เซิ่ง แบบนี้...พี่ไม่ได้ผูกผมไว้ใช้งานหรอกเหรอ”
“ใช่น่ะสิ” สวีเซิ่งยิ้มพลางแหย่ “นายไม่ใช่คนที่ฉันไว้ใจที่สุดเหรอ?”
เจ้าจ้าวเถียะค้างได้ยินคำว่า ‘คนที่ไว้ใจที่สุด’ ก็เหมือนถูกสวมหมวกใบใหญ่ให้ทันที รีบหุบหน้าเศร้า ยืดอกจนผึ่งผาย “พี่เซิ่งวางใจเถอะ! กลับไปผมจะบอกกฎกับกุ้ยอิงให้ชัด ถ้าเธอกล้าหยิบด้ายไปแม้แต่เส้นเดียว ผมจะซัดเธอก่อนเลย!”
