ขณะเดียวกันนั้น
หลิวคนขายหมูยังยืนด่ากราดอยู่ตรงปากประตูบ้าน
“ไอ้แซ่สวี! วันนี้ถ้าไม่ให้คำตอบกับฉัน ฉันจะรื้อหลังคาผุ ๆ บ้านแกทิ้งเสีย!”
“หนึ่งร้อยหยวน! ขาดแม้แต่เฟินเดียวก็ไม่ได้! ลูกสาวฉันอยู่บ้านแกมาหลายปี ทั้งทำงานหนักยิ่งกว่าวัวควาย ทั้งอดทนกับความทุกข์ วันนี้ฉันจะมาทวงความยุติธรรมให้มัน!”
พ่อเฒ่าสวีกับหวังชุ่ยเหลียนตัวสั่นอยู่ใต้โต๊ะราวกับร่อนแกลบ
หวังชุ่ยเหลียนริมฝีปากสั่นระริก กระซิบกับพ่อเฒ่าสวีว่า “ตาแก่…ตาแก่…ไม่อย่างนั้น…เราควักเงินเก็บทั้งหมดให้เขาไปเลยดีไหม?”
พ่อเฒ่าสวีได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ
“แกบ้าไปแล้วหรือไง?! เงินเก็บในบ้านมีเท่าไรเอง? นับรวมกันแล้วยังแค่ยี่สิบกว่าหยวน! แล้วที่เหลือจะไปหามาจากไหน?”
“ถ้า…ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”
พ่อเฒ่าสวีสั่นเทิ้ม
“แกไม่เห็นมีดนั่นหรือไง? นั่นมันมีดเชือดหมูนะ ยายแก่!”
“โอ๊ยยย! เอวฉัน!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากในลานบ้านอีกครั้ง สวีอันปังถูกหลิวคนขายหมูเตะจนล้มกลิ้งกับพื้น ร่างทั้งร่างกลิ้งไปสองรอบเหมือนลูกตุ้ม ก่อนจะกุมเอวร้องโอดโอยไม่หยุด
“หลิวคนขายหมู แกจะทำอะไรน่ะ!”
ขณะที่สถานการณ์กำลังชุลมุนจนควบคุมไม่ได้ เสียงทุ้มหนักแน่นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากปากประตูบ้าน
ทุกคนหันกลับไปมอง ก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านหวังต้าเหลย
ชายชราคนนี้เคยเป็นทหารมาก่อน แม้อายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่แผ่นหลังยังคงตรงเหมือนเดิม
“พี่ต้าเหลย! มาช่วยตัดสินให้หน่อย!”
พอหลิวคนขายหมูเห็นหวังต้าเหลย ท่าทีดุดันก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง
แม้เขาจะเหวี่ยงมีดไปมาอย่างเกรี้ยวกราด แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนจากหมู่บ้านข้าง ๆ บุกมาโวยวายในหมู่บ้านดาวแดง อย่างน้อยก็ต้องไว้หน้าหัวหน้าหมู่บ้านดาวแดงบ้าง
