เห็นเสิ่นฉีอวิ๋นมองไปทางนั้นอยู่ตลอด หยางชิงเฟิงจึงเอ่ยแซวเล่น ๆ ว่า “ถ้าไม่ไหวจริง ๆ นายก็หาคู่สักคนสิ”
“ฉันแต่งงานแล้ว” เสิ่นฉีอวิ๋นปรายตามองเขา แววตาบ่งบอกชัดเจนว่ารำคาญที่อีกฝ่ายยุ่งเรื่องของตน
“อ้อ งั้นก็อย่ามัวจ้องสาวคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าสิ” หยางชิงเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย “ดูหน้านายสิ ดำเป็นถ่าน ฉันนึกว่าโดนสวมเขาเข้าให้แล้วเสียอีก”
เสิ่นฉีอวิ๋นยังคงสีหน้าเรียบเฉย แน่นอนว่าเขาไม่มีทางบอกว่าเธอคือภรรยาของตน เรื่องในบ้านไม่จำเป็นต้องเล่าให้คนนอกฟัง
หยางชิงเฟิงเลิกคิ้ว ก่อนเสริมว่า “ฉันทำธุรกิจ ยึดความเป็นธรรมเป็นหลัก ฝีมือดี แถมล่าหมูป่าได้ ต่อไปถ้ามีของก็เอามาส่งที่นี่ได้เลย รับรองว่าฉันไม่กดราคาให้นายเสียเปรียบ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง พลางสำรวจเสิ่นฉีอวิ๋นตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฉันว่านายน่ะเป็นคนทำเรื่องใหญ่ได้ อนาคตยังอีกยาวไกล นอกจากของป่าที่นี่ก็ยังมีช่องทางอื่นอีก”
หลังจากเสิ่นฉีอวิ๋นถามรายละเอียดแล้ว เขาก็ตกลง ทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่กี่ประโยคก็กำหนดวิธีซื้อขายกันในอนาคตเรียบร้อย
อีกด้านหนึ่ง กู้เฉาซีไปรับจดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์ ในซองมีเงินสิบหยวนกับกระดาษจดหมายหนึ่งแผ่น
“ทางบ้านทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่ต้องเป็นห่วง พี่สาวของลูก เฉาเยว่ กำหนดแต่งงานช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ถ้าอยากกลับมาร่วมงานก็เขียนจดหมายตอบมา เดือนหน้าจะส่งเงินไปให้ซื้อตั๋วรถ”
กู้เฉาซีอ่านจดหมายจบก็พับเก็บ แล้วจดที่อยู่ไว้ด้วย
เซี่ยจิ่นเหยียนเองก็มารับพัสดุห่อใหญ่ข้าง ๆ เขาหิ้วไว้ในมือแล้วถามเธอว่า “จะเขียนจดหมายตอบไหม?”
“อืม” กู้เฉาซีพยักหน้า เธอเขียนตอบว่าได้รับเงินแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี และช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์จะไม่กลับไป อย่างไรเสียเธอก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัว กลับไปมีหวังโป๊ะแตกแน่
ทางบ้านส่งเงินมาให้ทุกเดือน แสดงว่าความสัมพันธ์ยังไม่ถึงกับแย่ พี่สาวกำลังจะแต่งงาน เธอควรส่งของขวัญไปแสดงความยินดีสักหน่อย ถึงตอนนั้นค่อยดูว่าในแฟลชเซลล์จะมีของดีอะไรบ้าง
