เที่ยงวันถัดมา เจียงไป๋ชางนัดซัพพลายเออร์ไปกินข้าว
เพราะเรื่องที่ซัพพลายเออร์หักหลังในชาติก่อน เจียงหลีโม่จึงอยากกระชากหน้ากากคนสำคัญที่ทรยศพวกนั้นออกมา ชาตินี้หากยุติความร่วมมือได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กลับเป็นผลดีต่อเจียงเซิ่ง
ดังนั้นเธอจึงอยากตามไปกินข้าวด้วย
“พ่อคะ หนูอยากไปด้วยค่ะ”
ปกติเจียงไป๋ชางไม่ค่อยได้กินข้าวกับลูกสาวข้างนอก เมื่อก่อนเธอมักไปไหนมาไหนกับจ้านเยี่ยนเซิน ลู่จิ่ง และคนหนุ่ม ๆ อีกไม่กี่คน จะเต็มใจมากินข้าวกับคนแก่อย่างพวกเขาได้อย่างไร เขาจึงยิ้มแล้วบอกว่า “ไปสิ ขอแค่ลูกไม่เบื่อก็พอ”
ทว่าในมื้อนี้ เจียงหลีโม่กลับไม่เห็นซัพพลายเออร์ที่หักหลังพวกนั้นเลย
ถึงอย่างนั้นเธอก็กินอย่างสบายใจ
ระหว่างมื้อ เธอไปห้องน้ำ พอออกมาก็เจอลู่จิ่งตรงทางเดิน
พอเห็นเธอ ลู่จิ่งก็ทั้งอับอายทั้งเดือดดาล “เลิกเสแสร้งแล้วหรือไง ยังตามมาถึงที่นี่อีก?”
“เจียงหลีโม่ เธอนี่หน้าหนาไม่เบาเลยนะ จ้านเยี่ยนเซินเลี้ยงข้าวที่ร้านนี้ แต่ไม่ได้ชวนเธอมา ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาด้วยตัวเอง”
ลู่จิ่งเอาแต่ตั้งแง่กับเจียงหลีโม่อยู่เสมอ
“คุณพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ” เจียงหลีโม่ขมวดคิ้ว ขี้เกียจจะพูดไร้สาระกับเขา
พูดจบก็หันหลังจะเดินไป
ลู่จิ่งขวางเธอไว้ “จ้านเยี่ยนเซินกับจี้เนี่ยนเป็นแฟนกันแล้ว เธอมาตอนนี้ก็สายไปแล้ว”
“ถ้าตอนนี้ยังคิดจะแยกพวกเขาออกจากกัน เธอก็เป็นมือที่สาม”
ไม่คิดเลยว่าจ้านเยี่ยนเซินกับจี้เนี่ยนจะอยู่ที่ร้านนี้ด้วย
สีหน้าเจียงหลีโม่หม่นลง เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ถ้าพวกคุณไม่อยากให้คนอื่นมาที่นี่ ก็เหมาร้านสิคะ! ในเมื่อไม่ได้เหมาร้าน แล้วฉันจะมาที่ร้านนี้กินข้าวไม่ได้หรือไง”
