หลังปีใหม่ เมื่อกลับจากบ้านเก่าตระกูลหลิน หลินรั่วจิ้นก็ค้นหนังสือเก่าของนักเขียนยุคใหม่เจอในห้องเก็บหนังสือ จึงจับใส่กล่องเก็บของแล้วยกกลับบ้านมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
เดิมทีเธอคิดว่าในนั้นอาจมีหนังสือสักสองสามเล่มที่เกี่ยวข้องกับสาขาของเสินฉือ ให้เธอเลือกดูเองก็พอแล้ว ไม่คิดว่าเสินฉือจะเปิดเล่มแรกแล้วก็ละสายตาไม่ได้
หลังจากนั้นตลอดหนึ่งสัปดาห์ เสินฉือราวกับถูกตอกตรึงอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
นอกจากเวลากินข้าวนอนหลับ หรือไปอยู่ที่สตูดิโอของอาจารย์หยางครึ่งวันแล้ว เวลาที่เหลือเธอแทบจะจมอยู่กับกองกระดาษเหลืองกรอบพวกนั้น แม้แต่โทรศัพท์ก็ยังขี้เกียจหยิบขึ้นมาแตะ
เสินเซี่ยวหมิงเดินผ่านหน้าห้องนอนด้านในสุด เห็นลูกสาวที่หมกมุ่นจนลืมกินลืมนอน ก็ชะงักฝีเท้า
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าลูกสาวของตัวเองไม่เหมือนลูกสาวบ้านอื่นจริง ๆ
ก่อนหน้านี้ตอนดื่มชากับหุ้นส่วนทางธุรกิจ พอพูดถึงลูก ๆ ก็มีพี่ใหญ่หลายคนถอนหายใจ บอกว่าพอลูกสาวของตัวเองเข้ามหาวิทยาลัย พอปิดเทอมกลับบ้านก็เหมือนหยั่งรากอยู่บนเตียง
ไม่ไถโทรศัพท์จนดึกดื่น ก็ออกไปเดต เดินชอปปิง จิบชายามบ่าย ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเอาแต่อ่านหนังสือเก่าอยู่บ้านทุกวัน
ตอนนั้นเสินเซี่ยวหมิงยังยิ้มรับอย่างเห็นด้วย ในใจแอบรู้สึกภาคภูมิใจในฐานะพ่ออยู่ไม่น้อย
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นเสินฉือหมกมุ่นจนลืมกินลืมนอนเช่นนี้ เขาถือถ้วยชายืนอยู่หน้าประตู จู่ ๆ ก็เกิดความกังวลอันแสนประหลาดขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาทอดไปยังแจกันคริสตัลบนโต๊ะกลางห้องรับแขก—
ในแจกันปักกุหลาบช่อหนึ่งที่กำลังบานสะพรั่ง สีสันค่อนข้างหายาก กลีบดอกซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ดูหรูหราเย้ายวน
