หญิงสาวที่เอ่ยถามเมื่อครู่รอยยิ้มชะงักค้าง แลกเปลี่ยนสายตาตกตะลึงกับเพื่อนข้างกาย—
พวกเธอติดตามหนุ่มไฮโซมาที่นี่ ไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้ว
“เพื่อนสาว”—คำนี้พวกเธอได้ยินมามากเกินพอ
เวลาคนบนโต๊ะไพ่แนะนำพวกเธอ บ้างก็ยิ้มเลือนราง บ้างก็พูดลอยๆ ว่า “เพื่อน” บางคนถึงขั้นไม่แม้แต่จะมอง สายตาเหมือนพวกเธอเป็นเพียงเสื้อคลุมพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ อยู่ตรงนั้นแต่ไม่คู่ควรแก่การเอ่ยนาม
พวกเธอชินชากับการถูกมองข้ามเช่นนี้มานาน จนเรียนรู้ที่จะหาความสุขในความหมางเมิน นึกเสียว่าการเกาะแกะผู้ชายคืออรรถรส การพึ่งพิงคือความสามารถ
แต่คนตรงหน้า…
เจียงตั๋วเป็นใคร?
ลูกชายคนเดียวของตระกูลเจียง ผู้เลื่องชื่อในวงการว่าเย็นชาไร้หัวใจ รักนวลสงวนตัว ไม่เคยมีเพื่อนสาวอยู่ข้างกาย
แต่ตอนนี้ กลับยอมรับต่อหน้าทุกคนอย่างเปิดเผย
ไม่ใช่ “เพื่อนสาว” หากแต่เป็น “แฟน”
หญิงสาวคนนั้นขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่ซบไซร้พิงตัวแฟนหนุ่มอีกต่อไป
เธอแอบมองเสินฉือที่มุมห้อง สายตากวาดจากชุดคลุมอาบน้ำสีขาวบริสุทธิ์ มาถึงแผ่นหลังที่ตั้งตรง แล้วก็มาหยุดที่ขนตาที่ลดต่ำลง—
แววตานั้นเยือกเย็นเหลือเกิน
ไม่ใช่การทำเป็นเหนือชั้น แต่เป็นความห่างเหินที่แท้จริง แผ่ออกมาจากภายในกระดูก
ราวกับความฟุ่มเฟือยในห้องนี้ เกมบนโต๊ะไพ่ หรือแม้แต่คำว่า “แฟน” ของเจียงตั๋ว ล้วนไม่เกี่ยวกับเธอ
เธอเป็นดั่งเครื่องเคลือบสีเขียวที่ถูกวางผิดที่ในงานเลี้ยงสำราญ เงางาม เย็นเยียบ สัมผัสแล้วเจ็บมือ
“ลูกสาวตระกูลใหญ่ที่ไหนกัน…” หญิงสาวลดเสียงลง กระซิบกับเพื่อนข้างกาย
หญิงสาวฝั่งตรงข้ามส่ายหน้าเบาๆ แววตาฉายแววอิจฉาอันซับซ้อน
อีกฝั่งของโต๊ะไพ่ เซี่ยซู่เหิงหมุนชิปไพ่เล่นอยู่ระหว่างนิ้ว สายตาคมกริบกวาดไปมาระหว่างเจียงตั๋วกับมุมห้อง แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา
รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และการลองเชิง เหมือนสุนัขจิ้งจอกที่ได้กลิ่นคาวเลือด
“พี่สะใภ้นั่งอยู่คนเดียวตรงนั้นน่าเบื่อแค่ไหน” เขาเอ่ยเสียงเอื่อยยาน ชิปไพ่ “ปัง” ลงบนโต๊ะ “ให้พี่สะใภ้เข้ามาเล่นด้วยกันสองสามยกไหมล่ะ พี่ตั๋วช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ เราจะได้เห็น—” เขาหยุดครู่หนึ่ง เหลียวมองขึ้น “สามีภรรยาจิตใจเดียวกัน”
เจียงตั๋วไม่ตอบรับคำของเซี่ยซู่เหิง
เขาหันข้าง ศีรษะเลยโต๊ะไพ่ ไปหยุดที่ตัวเสินฉือ
แสงไฟสาดลงมาจากบนหัว ทอดเงาเล็กๆ ลงบนเปลือกตา เธอยังคงนั่งในท่าที่เรียบร้อย ราวกับรูปปั้นเคลือบที่ถูกหลงลืมไว้ที่มุมห้อง
“เข้ามาเล่นไหม?” เขาถาม
น้ำเสียงไม่ดัง แต่แหลมคมตัดผ่านความวุ่นวายในห้องได้อย่างชัดเจน
เสินฉือเงยหน้าขึ้น
เธอเห็นสายตาหลายคู่บนโต๊ะไพ่ล้วนจับจ้องมาที่ตนเอง มีทั้งการสอดรู้สอดเห็นและความกำกวม คล้ายตาข่ายที่มองไม่เห็น
แล้วก็เห็นแววตาของเจียงตั๋วที่อ่านไม่ออก—
ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในร่างนี้บอกเธอว่า “เสินฉือ” คนก่อนจะดีใจวิ่งเข้าไปหาเขา จะอิงแอบเขาโดยอ้างเกมไพ่
แต่เธอไม่ใช่เสินฉือคนก่อน
“ทุกท่าน” เธอลุกขึ้นยืน ผ้าคลุมไหล่ร่นลงมาครึ่งนิ้ว เธอยกมือขึ้นรวบไว้ แล้วค้อมศีรษะเล็กน้อยให้โต๊ะไพ่ ในท่าทางที่สุภาพ อบรมมาอย่างดี “ดึกแล้ว ฉันขอตัวกลับบ้านพักผ่อน”
ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการบอกกล่าว
เซี่ยซู่เหิงเลิกคิ้วขึ้น ไม่พูดอะไร
หยินคั่วที่เงียบมาตลอดทางขวาพลันหัวเราะออกมา รอยยิ้มแฝงความคุ้นเคยสนิทสนม สายตากวาดไปมาระหว่างเจียงตั๋วกับเสินฉือ
“ห้องเตรียมไว้แล้ว ชั้นบนเป็นสวีท คืนนี้นอนที่นี่ก็ได้—” เขาจงใจหยุด แล้วมองไปที่เจียงตั๋ว น้ำเสียงท้ายประโยคยกขึ้นอย่างคลุมเครือ “พี่ใหญ่ ว่าไง?”
ยังไม่ทันที่เจียงตั๋วจะเอ่ยปาก เสินฉือก็ส่ายหน้าทันที
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจ” เสียงเธอราบเรียบราวกับน้ำในห้วงลึก ไม่ระลอกคลื่น “แต่ฉันต้องกลับบ้าน”
ใช่ ต้องกลับ
หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะไปค้างคืนที่อื่นได้อย่างไร
นี่คือหลักการ
สายตาของเธอเย็นเยียบกวาดมองทุกคน ไม่สั่นคลอนแม้เสี้ยวเดียว ไม่มีทีท่าปฏิเสธแต่ก็ไม่ปฏิเสธจริง
เจียงตั๋วมองเธอ
จู่ๆ เขาก็พบว่าดวงตาของเสินฉือสว่างสดใส
ไม่ใช่ความฉ่ำน้ำที่ตั้งใจเอาใจ แต่เป็นแสงที่ลุกโชนจากภายใน เหมือนหยิ่งทะนง
เธอยืนตัวตรง ไหล่บางใต้ผ้าคลุม แต่ดูสง่างาม ดั่งต้นไผ่ที่ยอมหักไม่ยอมงอ
กับผู้หญิงในความทรงจำที่ชอบคลอเคลียเขาทุกโอกาส มีแต่เขาในดวงตา ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน
“ได้” เขาพลันยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นจางมาก เหมือนดาวที่แวบผ่านคืนฤดูหนาว สว่างวาบแล้วหายไป “ฉันให้คนขับรถไปส่ง”
เสินฉือพยักหน้า
“ขอบคุณ” เธอพูด
น้ำเสียงสุภาพ ห่างเหิน พอดี ๆ
แววตาของเจียงตั๋วเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เขาโทรศัพท์ สั่งการเสียงเบาไม่กี่ประโยค
ในวินาทีที่ประตูปิด เสินฉือเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากในห้อง เต็มไปด้วยความขบคิดและการหยั่งเชิง ดั่งก้อนหินที่ตกลงสู่ห้วงน้ำลึก แล้วก็เงียบหายไปในไม่ช้า
เธอไม่หันกลับ
เปลี่ยนกลับมาเป็นชุดที่เจ้าของร่างเดิมใส่มาถึง เสินฉือยืนอยู่ใต้ชายคา ลมกลางคืนพัดพากลิ่นเขียวสดของต้นไม้เข้ามา
ไกลออกไปมีเสียงเครื่องยนต์ดังเบา ๆ รถสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดตรงหน้า คนขับลงจากรถ เปิดประตูให้อย่างสุภาพ
รถแล่นผ่านถนนกรวด มุ่งหน้าสู่ความมืดของกลางคืน
…
ในห้องไพ่ ความเงียบกินเวลานานถึงสามวินาที
เซี่ยซู่เหิงพลัน“ฮึ” หัวเราะออกมา ชิปไพ่หมุนวนระหว่างนิ้วอย่างรวดเร็ว “พี่ตั๋ว แฟนคุณนี่— ” เขาลากเสียงยาว สายตากรุ้มกริ่ม “น่าสนใจดีแท้”
“ไม่ใช่แค่น่าสนใจ” หยินคั่วรับคำ เอนหลังพิงพนัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางลง เปลี่ยนเป็นท่าทางจริงจัง “เมื่อกี้ฉันพูดแบบนั้น ผู้หญิงทั่ว ๆ ไปต้องทำตัวเขินอายครึ่งปฏิเสธครึ่งรับ แล้วเธอล่ะ? ‘ฉันต้องกลับบ้าน—’”
เขาล้อเลียนน้ำเสียงของเสินฉือ พลางส่ายหน้า “ไม่เจอผู้หญิงจริงจังแบบนี้มานานแล้ว เหมือนของโบราณชิ้นหนึ่ง”
เจียงตั๋วนึกถึงแววตาสุดท้ายของเสินฉือ—สงบ ห่างเหิน เหมือนมองคนแปลกหน้า
แต่ก็เพราะความไม่คุ้นเคยนั้นเอง ที่ทำให้ที่ไหนสักแห่งในใจเขา รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมา
แต่ก็เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง มุมปากก็ถูกเม้มเป็นเส้นตรง เย็นชาเหมือนเช่นเคย ราวกับชายที่สั่งรถไปส่งและยิ้มน้อย ๆ คนนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาของทุกคน
“แจกไพ่” เขาพูดเรียบ ๆ
สองคำ ไม่ดัง แต่เหมือนก้อนหินตกลงสู่ทะเลสาบ ทะลวงทำลายบรรยากาศอันคลุมเครือในห้องจนแหลกสลาย
เซี่ยซู่เหิงกับหยินคั่วสบตากัน ต่างเห็นความเข้าใจในดวงตาของอีกฝ่าย
นี่คือเจียงตั๋วที่พวกเขารู้จัก—เย็นชาไร้หัวใจ ความเฉยชาแผ่ออกมาจากกระดูก หญิงสาวพิเศษแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้เขาสนใจ
“เอาน่า” หยินคั่วยักไหล่ ชิปไพ่หมุนเป็นวงโค้งสวยงาม ลงสู่โต๊ะ “เล่นต่อ ๆ อย่างนี้ฉันต้องได้เงินคืนแน่”
โต๊ะไพ่กลับมาดำเนินต่อไป
…
รถแล่นตัดผ่านความมืดกลางคืน
เสินฉือมองป้ายไฟนีออนที่วิ่งถอยหลังผ่านกระจก สีสันสลับซับซ้อนสะท้อนในดวงตา ราวกับความฝันที่ไม่เป็นจริง
กลับบ้าน
เธอท่องสองคำนี้ในใจ เหมือนท่องคาถา
ไม่ว่าโลกนี้จะเป็นที่ไหน ไม่ว่าร่างนี้จะเป็นใคร เธอต้องหาที่นอนหลับสบายก่อน ปิดประตู กั้นทุกสิ่งทุกอย่างไว้นอกประตู
แล้วค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ ใช้ชีวิต
