“สารวัตรเถียน เชิญนั่งก่อนครับ!” อันเสี่ยวไห่พูดพร้อมรอยยิ้ม
เถียนเฉียวกวงลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังนั่งลง ความจริงแล้วในใจเขาค่อนข้างสับสน เขาให้ความสำคัญกับงานที่ทำอยู่ตอนนี้มาก และโดยส่วนตัวก็ไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับนักโทษคนไหนมากเกินไป
แต่เรื่องของเถียนเฉียวหมิง พี่ชายคนโต เขากลับนิ่งดูดายไม่ได้
พ่อแม่ของพี่น้องตระกูลเถียนจากไปตั้งแต่พวกเขายังเด็ก พี่ชายคนโตจึงเป็นเสมือนพ่อ เถียนเฉียวหมิงตัดสินใจเลิกเรียนอย่างเด็ดขาด ออกไปทำงานหาเงินตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหกปี เถียนเฉียวกวงจึงเรียนมหาวิทยาลัยจนจบได้อย่างราบรื่นเพราะการสนับสนุนของพี่ชาย
ภายนอกอันเสี่ยวไห่ดูสงบนิ่ง แต่ในหัวกลับคิดอย่างรวดเร็ว เพียงพูดคุยกันไม่กี่ประโยคจากการพบกันสั้น ๆ เขาก็พอจะอ่านความคิดของเถียนเฉียวกวงออกแล้ว
จากสถานการณ์ตอนนี้ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งนั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับเถียนเฉียวกวงอย่างมาก ไม่อย่างนั้นหลังจากผู้บังคับบัญชาปฏิเสธคำขอของเขาแล้ว เขาคงไม่แอบมาหาอันเสี่ยวไห่อีก
อีกอย่าง เถียนเฉียวกวงไม่ใช่คนหัวโบราณ เขาอาจอาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎอนุญาตเท่านั้น
ในสายตาของอันเสี่ยวไห่ เถียนเฉียวกวงกับหยางหย่วนปิงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เถียนเฉียวกวงอาศัยช่องโหว่ของกฎ ส่วนหยางหย่วนปิงไม่สนใจกฎเลย
“จริง ๆ แล้ว ความถนัดของผมไม่ใช่วงจรอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์” อันเสี่ยวไห่หย่อนเหยื่อล่อบทสนทนา
“แล้วไง?” เถียนเฉียวกวงถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ผมเขียนโปรแกรมจัดการห้องอ่านหนังสือโดยเฉพาะให้ได้ ทำให้การบริหารจัดการเป็นระบบและสะดวกขึ้น
