หลี่จั๋วได้ยินเช่นนั้นก็พลันตึงเครียด ยกมือทำท่าห้ามส่งเสียง “ใต้เท้าหวังเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางในสำนักชลประทาน ก็คิดจะลาออกเสียแล้วหรือ?”
หวังป๋อเยี่ยนยิ้มกล่าว “พี่หลี่ ท่านกังวลเกินไปแล้ว”
“เรื่องตำแหน่งองค์รัชทายาท อย่าได้เอ่ยถึงจะดีกว่า!” หลี่จั๋วกล่าว
“ตำแหน่งองค์รัชทายาทว่างเว้นมานานกว่าสิบปี ท่านเคยเป็นขุนนางผู้ถวายคำทัดทาน บัดนี้ยังได้เป็นรองเสนาบดีตรวจการ แต่กลับไม่ทูลทัดทานฝ่าบาท นี่ต่างหากคือความบกพร่องในหน้าที่ของขุนนาง”
หลี่จั๋วกลับกล่าวว่า “กวนเจียทรงหลีกเลี่ยงเรื่องนี้มาโดยตลอด ข้าได้ยินว่ากวนเจียเคยหารือกับเหล่าเสนาบดีหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป หากข้าไปพูดขึ้นมา มิเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรือ?”
“เช่นนั้นท่านลองบอกมาสิว่า อ๋องเหลียวมีโอกาสได้คืนตำแหน่งองค์รัชทายาทหรือไม่”
“ข้าน้อยไม่ทราบ”
“คราวที่โค่นฉินฮุ่ย ท่านก็มีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย ฉินฮุ่ยเคยทำให้อ๋องเหลียวต้องสูญเสียตำแหน่งองค์รัชทายาท ตามเหตุผลแล้ว อ๋องเหลียวน่าจะรู้สึกดีกับท่าน”
“บัดนี้ข้าเพียงอยากอยู่ในสำนักตรวจการอย่างสงบ เรื่องอื่น...”
“ท่านคิดว่าหากไม่ไปผูกไมตรีกับอ๋องเหลียวด้วยตนเอง จะยังอยู่ในสำนักตรวจการได้อย่างสงบหรือ?”
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าอย่างไรหรือ?” หวังป๋อเยี่ยนหัวเราะ “อย่าลืมว่าบัดนี้ท่านผูกตนไว้กับเรือลำใด รองเสนาบดีตรวจการอย่างท่านยามนี้ช่างองอาจ แต่ไม่รู้ว่าสำนักซู่เฉิ่งจะสอบสวนท่านหรือไม่ หลังรู้ว่าบุตรชายของท่านลอบขุดถ่านหินในเหอตงจนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน”
หวังป๋อเยี่ยนไม่รอให้หลี่จั๋วเอ่ยสิ่งใดก็กล่าวต่อ “ตำแหน่งรองเสนาบดีตรวจการของท่าน ข้าเป็นผู้มอบโอกาสให้ ผลประโยชน์ของเราผูกพันกันอยู่”
