แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมทุ่งหญ้าแห้งให้แดงฉาน ทั่วผืนฟ้าและแผ่นดินล้วนเวิ้งว้างรกร้าง
เงาร่างหนึ่งทอดยาวออกไปใต้แสงสนธยา
เหล่าขุนพลและกองทัพชั้นยอดแห่งแคว้นเหลียว ต่างจับตามองจักรพรรดิของตนที่กำลังเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง
เช่นเดียวกัน กองทัพซ่งก็มองจอมทัพสูงสุดของตนเดินออกไปนอกเมืองเพียงลำพัง
นี่เป็นครั้งแรกที่เยลี่ว์ต้าสือได้พบเยว่เฟย และก็เป็นครั้งแรกที่เยว่เฟยได้พบเยลี่ว์ต้าสือเช่นกัน
คนทั้งสองขี่ม้ามาพบกันนอกเมือง
แววตาของเยลี่ว์ต้าสือลึกล้ำดุจมหาสมุทร เขามองจอมทัพแห่งกองทัพซ่งผู้มีอายุยังไม่ถึงสี่สิบปีเบื้องหน้า แล้วอดเอ่ยชื่นชมไม่ได้ว่า “แม่ทัพเยว่ หนุ่มกว่าที่เราคาดไว้ ทั้งยังกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกว่ามาก”
เยว่เฟยกล่าวว่า “พระองค์เองก็เหนือความคาดหมายของข้าเช่นกัน”
“แรกเห็นเจ้า เราก็รู้สึกคุ้นเคย ราวกับว่าในชาติภพก่อนเราเป็นสหายกัน” เยลี่ว์ต้าสือกล่าวต่อ
นี่คือความรู้สึกชื่นชมเห็นคุณค่ากันระหว่างวีรบุรุษ
เยว่เฟยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เงื่อนไขของฝ่าบาทเรื่องลงนามในสัญญาและปล่อยพ่อค้าที่ถูกคุมตัวไว้ ยังคงมีผลอยู่หรือไม่”
“กองทัพทั้งสองฝ่ายสู้กันมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะหยุดรบกันได้อีกหรือ?” เยลี่ว์ต้าสือถาม
“เหตุใดจะไม่ได้ หรือทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องสู้จนทหารคนสุดท้ายสิ้นชีพ?” เยว่เฟยเอ่ยอย่างสงบนิ่ง ราวกับมิได้เจรจากับศัตรู หากแต่กำลังรำลึกความหลังกับสหายเก่า “ความหมายของสงครามมิใช่การเข่นฆ่า นี่คือถ้อยคำของฝ่าบาท”
“โอ้ ถ้อยคำนี้ของจ้าวกวนเจียช่างแฝงความหมายลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย” เยลี่ว์ต้าสือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตกอยู่ในห้วงความคิดชั่วขณะ
“ข้าจะถอนกำลังออกจากเมืองหู่ซืออว่อเอ่อร์ตัว ส่วนท่านต้องส่งทหารและพ่อค้าของกองทัพข้าที่ถูกจับเป็นเชลยกลับคืนมา อีกทั้งยอมรับการทวงคืนเกาชางของต้าซ่ง ต่อไปจะไม่แทรกแซงกิจการของเกาชางอีก และรับประกันว่าเส้นทางสายไหมจะเปิดโล่ง หากทำได้ เราจะถอนทัพทันที”
