เมื่อแนวป้องกันของกองทัพเหลียวด้านหลังเมืองถูกปืนใหญ่ถล่มจนพังทลาย ยังไม่ทันได้จัดระเบียบใหม่ กองทัพซ่งแนวหน้าก็รุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงเมืองส่วนที่พังลงไป
ทหารผ่านศึกแนวหน้าร่างกำยำกว่าสิบคน มือซ้ายถือโล่ มือขวาถือขวาน บุกกระหน่ำเข้าใส่กองทัพเหลียวที่กำลังแตกตื่น แล้วฟาดฟันอย่างไม่ปรานี
ขวานกระแทกหมวกเกราะอย่างแรงจนบุบยุบในพริบตา ทหารเหลียวกว่าสิบคนล้มลงทันที
เดิมทีกองทัพเหลียวก็ถูกแรงระเบิดของปืนใหญ่ทำให้ขวัญเสีย จิตใจยังคงหวั่นไหวไม่เป็นสุข ครั้นถูกทหารแนวหน้าของกองทัพซ่งบุกจู่โจมอย่างดุดัน ก็แทบต้านทานไม่ไหว
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ทหารซ่งที่อยู่ด้านหลังกรูกันตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว พื้นที่โจมตีจึงขยายออกไปในทันที
ขวานเหล่านั้นฟาดลงบนเกราะเหล็ก กระแทกกระดูกภายในจนแหลก เลือดเนื้อฉีกกระจาย
ทหารซ่งอีกจำนวนมากทยอยเข้ามาเสริม
เวลานี้ นายทหารเหลียวจึงตะโกนเสียงดังว่า “สู้จนตัวตาย!”
นายทหารผู้นั้นมีร่างกายกำยำยิ่ง สูงเกิน 1.8 เมตร ในมือถือทวนยาวเล่มหนึ่ง แทงใส่ทหารซ่งคนหนึ่งอย่างสุดแรง
ปลายทวนแทงเข้าที่อกของทหารซ่ง แม้เกราะเหล็กจะช่วยป้องกันไว้ได้ แต่แรงมหาศาลก็ยังซัดเขาจนกระเด็น ซี่โครงหักไปสองซี่
ทหารเหลียวรอบข้างพลันฮึกเหิมขึ้น เริ่มโต้กลับทีละกลุ่ม
ทว่าทหารซ่งฉวยโอกาสชั่วครู่เอาไว้ได้ ต่างกรูกันเข้ามา
ศึกนองเลือดใต้กำแพงเมืองจึงเริ่มต้นขึ้น
ทหารเหลียวทยอยเข้ามาเสริมกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ขอบเขตการต่อสู้ขยายวงกว้างออกไป
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม กองทัพเหลียวก็เริ่มต้านทานไม่ไหว
อย่างไรเสีย กองกำลังชั้นยอดก็ถูกเยลี่ว์ต้าสือพาตัวไปหมดแล้ว แต่เดิมกองทัพเหลียวคิดอาศัยกำแพงเมืองเป็นที่กำบัง เชื่อว่ากองทัพซ่งคงบุกเข้ามาไม่ได้ ใครจะคิดว่ากองทัพซ่งมีปืนใหญ่หนัก
