ข่าวนี้ราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา
ต้องรู้ว่าแนวหน้ากำลังทำศึก ราชสำนักกลับไม่เพียงไม่ขึ้นภาษี ยังลดหย่อนภาษีอากร ทั้งยกเว้นภาษีรายหัวและเงินค่าหัวอีกด้วย
คลังหลวงจะรับไหวหรือ?
ฝ่ายที่สนับสนุนการทำศึกต่างมึนงงไปชั่วขณะ
แม้แต่จางซูเย่ หนึ่งในเสาหลักของฝ่ายสนับสนุนการทำศึก เมื่อได้ยินข่าวนี้ยังรู้สึกตื่นตะลึง
เขาเอ่ยเพียงประโยคเดียวว่า “ดูท่าราชสำนักคงจะเจรจาสงบศึกกับแคว้นจิน มิฉะนั้นย่อมไม่อาจประคองสงครามแนวเหนือไว้ได้”
ส่วนฉินฮุ่ยกล่าวว่า “ดูเหมือนจะลดหย่อนภาษี ดูเหมือนจะเจรจาสงบศึก แต่แท้จริงแล้ว ภาษีที่ลดหย่อนไปในที่หนึ่งย่อมไปเก็บคืนจากที่อื่น ทั้งยังเก็บคืนเป็นเท่าตัว”
ไช่เม่าก็ทอดถอนใจในทำนองเดียวกัน “ด้วยพระอุปนิสัยของจ้าวกวนเจีย ย่อมไม่ทรงทำการค้าที่ขาดทุนเป็นแน่”
หลังราชสำนักประกาศนโยบายเมตตา ลดหย่อนภาษีอากรออกมา ข่าวการประหารอวี๋ต้าจวินก็ตามมาติด ๆ
ทั้งในและนอกราชสำนักต่างรู้ว่าอวี๋ต้าจวินเป็นคนไปเรียกร้องให้จ้าวกวนเจียออกราชโองการสำนึกผิดและลดหย่อนภาษีอากร
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวาน
แต่วันนี้ราชสำนักกลับประกาศเรื่องลดหย่อนภาษีอากรแล้ว
ในสายตาของชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริง นโยบายเมตตาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมเป็นความดีความชอบของอวี๋ต้าจวินมิใช่หรือ?
ทว่าหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวอวี๋ต้าจวินกลับกล่าวอีกอย่าง โดยแจกแจงความผิดของเขาไว้หลายข้อ
หนึ่ง รับสินบนและยักยอกทรัพย์
สอง ตั้งพรรคพวกกุมอำนาจ สมคบกับเส้าผู่
สาม เป็นคนสองหน้า ลอบรวบรวมที่นาในหวยตง 5,000 หมู่ เลี่ยงภาษี
เหตุใดจึงต้องหยิบขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างอวี๋ต้าจวินมาเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์วันนี้โดยเฉพาะ?
ผู้มีใจใส่ใจสังเกตย่อมเริ่มรู้ตัวว่า หลังประกาศนโยบายเมตตาในวันนี้แล้ว หนังสือพิมพ์ฉบับที่สองจึงค่อยลงข่าวเรื่องอวี๋ต้าจวิน
