ฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว อวี๋ต้าจวินสิ้นชีวิตแล้ว
ทุกคนต่างเงียบงัน
หลังพายุฝนกระหน่ำ ถนนในเมืองตงจิงก็ถูกชะล้างจนสะอาดเอี่ยม
ท้องฟ้ายังคงปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม นอกประตูตงหัวมีผู้คนบนถนนเพียงประปราย
ทว่าบนแม่น้ำเปี้ยนกลับมีเรือประมงแล่นขวักไขว่
ชาวซ่งนิยมดื่มสุรา ทั้งยังชอบสวมบทบาทต่าง ๆ ขณะดื่มสุรา เรื่องเช่นนี้มิใช่สิ่งแปลกใหม่
บนเรือลำน้อยที่ดูธรรมดาลำหนึ่ง มีคนนั่งอยู่สองคน
คนแจวเรือกำลังตั้งใจพาย ส่วนทั้งสองนั่งดื่มสุราอยู่ตรงหัวเรือ
ภาพเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในราชวงศ์ต้าซ่ง โดยเฉพาะในเมืองตงจิง
ชาวซ่งชอบสวนเล็กอันงดงาม ชอบล่องเรือในทะเลสาบ และยิ่งชอบบรรยากาศงามวิจิตรยามเมฆหมอกคลี่คลาย ภูเขาเขียวทอดยาว สายฝนโปรยผ่าน กิ่งหลิวเขียวชอุ่มส่งกลิ่นหอม
กล่าวโดยสรุป ราชวงศ์ต้าซ่งเป็นยุคสมัยที่เปี่ยมด้วยรสนิยมละเมียดละไม
ทว่าผู้ที่นั่งอยู่บนเรือลำน้อยในยามนี้กลับเป็นบุรุษร่างใหญ่สองคน
คนหนึ่งมีเคราดก เขากล่าวว่า “ข่าวจากทางใต้แจ้งว่า บัดนี้หยางโจวกับเจียงหนิงแพร่ข่าวไปทั่วแล้ว เป็นดังที่องค์ชายรองตรัสไว้จริง ๆ ชาวซ่งไม่อยากทำสงคราม พวกเขาต้องการสงบศึก ทั้งยังเชื่อว่าพวกเราจะปฏิบัติต่อแคว้นซ่งเช่นเดียวกับแคว้นเหลียว”
“สุราของแคว้นซ่งรสเลิศนัก!” หลี่ซ่านชิ่งยกจอกขึ้นจิบก่อนกล่าว “สันติภาพหรือ? ผู้ใดบ้างไม่ปรารถนาสันติภาพ? แล้วสันติภาพคือสิ่งใด? คือการประนีประนอมของสองฝ่ายที่มีกำลังสูสีกัน แคว้นเหลียวกับแคว้นซ่งต่างมิอาจได้ประโยชน์จากสงคราม แต่ต้าจินของเรามีกองทัพหาญกล้านับล้าน เหตุใดต้องเจรจาสันติภาพกับแคว้นซ่งด้วย!”
จางเม่ากล่าวว่า “เช่นนั้นเหตุใดกองทัพหลวงจึงยังไม่เคลื่อนทัพลงใต้เสียที?”
