วันที่ 20 เดือนหก ยามเช้าตรู่ เฉินกุยก็ตรงไปยังตำหนักเหวินเต๋อ
จ้าวหนิงกำลังกินบะหมี่คำโต พอเห็นเฉินกุยมา เขาก็ไม่ถามว่ากินข้าวมาหรือยัง เพียงสั่งว่า “ไปเตรียมบะหมี่ให้ท่านเฉินด้วย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เฉินกุยถือเอกสารฉบับหนึ่งไว้ในมือแล้วกล่าว “ฝ่าบาท นี่คือ ‘รายละเอียดการผลิตปืนใหญ่หมอบเสือแห่งกองทัพเรือต้าซ่ง’”
จ้าวหนิงวางตะเกียบลง แล้วอ่านอย่างสนอกสนใจ
เขาอ่านอย่างละเอียดมาก
เฉินกุยเองก็เขียนอย่างละเอียด ทั้งวิธีใช้งาน ระยะยิง และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปืนใหญ่หมอบเสือ ล้วนมีคำอธิบายประกอบไว้อย่างถี่ถ้วน
ไม่นาน บะหมี่ก็ถูกยกมา
ฮ่องเต้กับขุนนางนั่งกินบะหมี่ด้วยกันในตำหนักเหวินเต๋อ
“ปืนใหญ่สัมฤทธิ์ 50 กระบอกเสร็จหมดแล้วหรือ?”
“สร้างเสร็จทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฉินกุยกล่าวอย่างระมัดระวัง “แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ลำกล้องจะแตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
การที่ลำกล้องแตกเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามโอกาส หลักวิชาไม่อาจขจัดความเสี่ยงให้หมดสิ้นได้ แต่สามารถลดโอกาสเกิดเหตุลงได้
“ให้กองทัพเรือนำไปใช้ก่อน เตรียมกระสุนปืนใหญ่ให้เพียงพอ ตามที่เจ้าคิดไว้ ให้สร้างกรมอาวุธปืนขึ้นอย่างลับ ๆ ในหางโจว เพื่อผลิตปืนใหญ่ชนิดนี้โดยเฉพาะ กองทัพเรือจะได้เบิกเสบียงเติมได้ทุกเมื่อ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะจัดการให้เรียบร้อย”
จ้าวหนิงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามว่า “เรื่องการผลิตธนูและเกาทัณฑ์ ปีหนึ่งผลิตได้เท่าใดแล้ว?”
“กราบทูลฝ่าบาท ปีที่แล้วผลิตลูกศรได้ทั้งหมด 80 ล้านดอก มากกว่าช่วงเซวียนเหอเกือบ 30 ล้านดอก เพียงพอต่อความต้องการใช้ลูกศรในทุกพื้นที่ทั่วแผ่นดินในยามนี้พ่ะย่ะค่ะ”
