ยามนี้ หยางจื้อซิงเกณฑ์ชายฉกรรจ์กว่า 20,000 คนในเมืองเว่ยฉู่โดยใช้กำลัง
กำลังพลระดับนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในแคว้นต้าหลี่หรือแผ่นดินต้าซ่ง ล้วนถือเป็นกองทัพขนาดใหญ่
ส่วนกำลังพล 5,000 นายของอู๋หลิน นับได้เพียงกองทัพขนาดกลาง
ทว่าทหารนั้นสำคัญที่ความเข้มแข็ง มิใช่จำนวน
กองทัพซ่งตั้งขบวนอยู่หน้าประตูเมืองด้านตะวันออกของเมืองเว่ยฉู่
กำแพงเมืองเว่ยฉู่สูงเพียงสามเมตร ไม่ต้องพูดถึงการใช้บันไดเมฆ ต่อให้ยืนอยู่ด้านล่างแล้วยิงหน้าไม้ ก็ยังสร้างความเสียหายแก่อีกฝ่ายได้ไม่น้อย
ถึงกระนั้น อู๋หลินก็ยังคงเตรียมบันไดเมฆอย่างใจเย็น
บนกำแพงเมือง หยางจื้อซิงกับคนอื่น ๆ กำลังปลุกขวัญทหารด้วยถ้อยคำเดิม ๆ ที่พูดกันจนเจนหู
แรกเริ่ม ทหารยังฮึกเหิมอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสีย หลายคนก็เคยล่าสัตว์ในป่า ทั้งยังเคยเผชิญหน้ากับหมาป่าและเสือดาวอยู่เป็นประจำ
มีผู้ใดบ้างไม่เคยเอาชีวิตเข้าแลกกับคมดาบ?
พวกเขาตะโกนเป็นภาษาต้าหลี่อยู่บนหอประตูเมือง เสียงกึกก้องเปี่ยมพลังชั่วขณะหนึ่ง
แต่ละคนแทบอยากจะพุ่งลงไปสู้กับกองทัพซ่งซึ่งหน้า
“แม่ทัพอู๋! คนพวกนั้นกำเริบเสิบสานยิ่งนัก ขอท่านส่งพลหน้าไม้หนึ่งพันนายให้ข้าไปสั่งสอนพวกมันสักหน่อย!” เหยียนเผยกล่าว
อู๋หลินตบไหล่เหยียนเผยเบา ๆ แล้วถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูคืออะไร?”
เหยียนเผยถามอย่างใคร่รู้ว่า “คือสิ่งใดหรือ?”
“ต้องตีให้พวกมันยอมจำนนในคราเดียว อย่าเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้แก้ตัวเป็นครั้งที่สอง”
เหยียนเผยชะงักไปเล็กน้อย “เช่นนั้นยามนี้...”
