“กระหม่อมเห็นว่า เรื่องนี้อาจไม่ง่ายดายเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” จางจวิ้นก้าวออกมากล่าว
“โอ้?” จ้าวกวนเจียแสร้งทำสีหน้าฉงน “สถานการณ์ยามนี้กระจ่างชัดแล้ว จินอูจู๋แบ่งกำลังทหารออกมา กองทัพที่เพิ่งแยกออกมาก็ถูกเยว่เฟยตีแตก การโอบล้อมจินอูจู๋ย่อมเป็นเรื่องแน่นอนแล้ว”
“ฝ่าบาททรงลืมไปหรือพ่ะย่ะค่ะว่า ที่จั๋วโจวยังมีว่านเหยียนซีอินอยู่ ผู้ผู้นี้มิอาจดูแคลนได้”
จ้าวหนิงพลันเข้าใจขึ้นมา “เรานึกออกแล้ว แต่เขาจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ศึกได้อย่างไร?”
“คนผู้นี้อยู่ที่จั๋วโจว จนจางเซี่ยนแทบขยับตัวมิได้ หากกระหม่อมเป็นจินอูจู๋ ย่อมส่งเขาไปป้าโจวเพื่อสกัดกองทัพของเยว่เฟยเป็นอันดับแรก”
ฟ่านจื้อซวีกล่าวว่า “ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะสกัดกองทัพเยว่เฟยได้หรือไม่ หากเขากล้าไปป้าโจว จางเซี่ยนก็จะประหนึ่งปลาลงสู่แม่น้ำใหญ่ สามารถบุกขึ้นเหนือได้อย่างไร้สิ่งขวางกั้น การยึดเยียนจิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น”
“อย่างน้อยก่อนว่านเหยียนซีอินจะไปถึงป้าโจว จินอูจู๋คงยังไม่เคลื่อนไหวโดยพลการ” จางจวิ้นกล่าว
จ้าวหนิงกลับตรัสว่า “เราคิดว่าจินอูจู๋คงรอว่านเหยียนซีอินก่อนเปิดศึกใหญ่ ทว่ายามนี้เกรงว่าเขาคงกำลังจะลงมือแล้ว”
ทุกคนสบตากันไปมา
จ้าวหนิงชี้ไปยังแผนที่ “ชาวจินเชี่ยวชาญการรบด้วยทหารม้า เหอเจียนก็เป็นที่ราบ เหมาะแก่การใช้ทหารม้า จินอูจู๋ย่อมส่งกองม้ากว่ายจื่อหลายกองทะยานข้ามเหอเจียนฝู่ไปอย่างรวดเร็ว เพื่อโจมตีกองลำเลียงเสบียงด้านหลังของเรา เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย เขาอาจจงใจเลือกโจมตีหมู่บ้านรอบเมืองบางแห่ง สร้างภาพให้ดูราวกับไฟสงครามโหมไหม้ไปทั่วทุกที่และตีแตก เพื่อกดดันพวกเรา”
