นี่คือสาเหตุสำคัญที่กองทัพจินใช้ยุทธวิธีล้อมเมืองกดดันและเจรจาสงบศึก เพราะตราบใดที่กองทัพซ่งยืนหยัดรักษากำแพงเมืองไว้ได้ กองทัพจินก็ไม่มีทางตีเมืองนี้แตก
เว้นเสียแต่ว่าจะส่งกัวจิงเทพกัวออกไปเต้นรำวงกลางลาน
จ้าวหนิงขึ้นไปบนกำแพงเมือง เหล่าขุนนางก็ตามเสด็จขึ้นไปด้วย
เมื่อเห็นทหารที่อยู่รอบข้าง สีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ
ครั้นเห็นกองทัพจินเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่ด้านนอกเมือง ทอดยาวดำทะมึนสุดลูกหูลูกตา พวกเขาก็ยิ่งหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา
หลี่รั่วสุ่ยทูลทัดทานว่า “ที่นี่อันตราย ฝ่าบาททรงเป็นประมุขแห่งแผ่นดิน ขอเชิญเสด็จกลับวังโดยเร็ว กระหม่อมและขุนนางทั้งหลายอยู่ที่นี่ก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่รั่วสุ่ยยังพอมีความกล้าอยู่บ้าง ทว่าขุนนางคนอื่นกลับหาได้กล้าเช่นเขาไม่
ขุนนางบางคนขาสั่น ร่างกายอ่อนปวกเปียก
“ไม่เป็นไร” จ้าวหนิงทอดพระเนตรลงไปยังกองทัพจินที่ยังคงเรียงแถวอยู่เบื้องล่าง
ภายในค่ายใหญ่ของกองทัพจิน กองกำลังส่วนหลังทยอยรวมพล
มองลงจากกำแพงเมือง จะเห็นกองทัพดำทะมึนผืนใหญ่ ราวกับกระแสน้ำหลากที่กำลังไหลมารวมกันอย่างรวดเร็ว
นายทหารตะโกนก้อง คอยตวาดสั่งเหล่าทหาร
ก่อนเกิดสงคราม กองทัพทั้งหมดต้องปลุกขวัญกำลังใจกันก่อน
การปลุกขวัญก็เพื่อให้ทหารเข้าสู่สภาวะพร้อมรบโดยเร็ว และเพิ่มความสามารถในการต่อสู้เป็นหมู่คณะ
กองทัพชั้นยอดอย่างกองทัพจินใช้เวลาเตรียมพลไม่นาน
หลังตีแคว้นเหลียวได้ พวกเขาก็ยึดเครื่องมือสำหรับล้อมเมืองมาเป็นจำนวนมากจากแคว้นเหลียว อีกทั้งการล้อมเมืองตงจิงครั้งนี้ ชาวจินยังเตรียมการมาอย่างพร้อมสรรพ
บันไดเมฆขนาดใหญ่ เครื่องยิงหิน รถห่าน และเครื่องมืออื่น ๆ ถูกเข็นออกมาจากลานหิมะ
ด้านหน้ายังมีคนคอยกวาดหิมะโดยเฉพาะ
