“ฝ่าบาท ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามา”
“คาดคะเนตามเวลา หวังหู่อาจหลบหนีไปถึงแนวหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แนวหน้ากำลังรบกัน เขาจะหนีไปถึงที่นั่นได้อย่างไร?”
“แนวหน้ามีทั้งทหารและชาวบ้านจำนวนมาก การหลบหนีไปถึงที่นั่นไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ากังวลว่าเขาจะกระทบขวัญกำลังใจของแนวหน้าหรือ?”
“กระหม่อมคิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่หรอก ผลแพ้ชนะที่แนวหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับจื่อฮุยสื่อคนเดียว แต่อยู่ที่หลิวฉี” จ้าวหนิงกล่าว
กล่าวจบ เขาก็ถอนหายใจ “แต่สมาคมเสื้อเขียวสังหารครอบครัวหลิวเฟิง ทั้งหลิวเฟิงยังสร้างความชอบในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เราจะไม่ปล่อยให้เขาต้องแบกรับความอยุติธรรมเช่นนี้ เราจะตัดสินความให้เขาด้วยตนเอง ต่อให้เบื้องหลังสมาคมเสื้อเขียวเกี่ยวพันกับผู้คนมากเพียงใด เราก็จะขุดพวกมันออกมาทีละคน!”
หูเฉวียนรู้สึกกังวลอยู่บ้าง หากขุดคุ้ยเบื้องหลังสมาคมเสื้อเขียวต่อไป จะขุดพบผู้ใดกันแน่ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่อาจแน่ใจ หากขุดพบว่า...
เขาลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบ ทว่าพอคิดอีกที เรื่องนี้นับเป็นโอกาสให้ตนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เช้าตรู่วันที่ 12 เดือนเก้า อ๋องจิ้นหลี่ฉาเกอก็มาถึงนอกเมืองโย่วโจว
ผู้ที่เดินทางมาพร้อมหลี่ฉาเกอยังมีโหมวหนิงเค่อเหริน ตำแหน่งอัครเสนาบดีตรวจการของหลี่เฉียนซุ่น
ตลอดเส้นทางนี้ ใบไม้สีทองหนาทึบปกคลุมไปทั่วภูเขา สายลมที่พัดมาจากหุบเขาเบื้องหน้าก็เริ่มเย็นยะเยือก
ทว่าหลี่ฉาเกอไม่มีอารมณ์ชื่นชมทิวทัศน์งดงาม ยามนี้ซ่งกับเซี่ยเปิดศึกกันแล้ว แต่จนถึงบัดนี้ซิงชิ่งฝู่ก็ยังไม่อาจระบุได้ว่าศึกครั้งนี้จะขยายใหญ่เพียงใด
