“ในมือหลูชิงหลิวอาจไม่มีหลักฐานยืนยันฉินฮุ่ยจริง ๆ ก็ได้” ไช่เหิงกล่าวเสริม
“หากไม่มี แล้วเหตุใดกวนเจียจึงส่งสำนักองครักษ์หลวงไปยังเหลียวตงด้วยพระองค์เอง เพื่อรับพ่อค้าตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกลับมาจากมือหลี่กังเล่า” ไช่เม่าวางพู่กันในมือลง เอนกายพิงเก้าอี้ แล้วนิ่งคิดอยู่เงียบ ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ไช่เหิงจึงเอ่ยว่า “หากในมือหลูชิงหลิวมีหลักฐานที่ใช้โค่นฉินฮุ่ยได้จริง ก่อนสำนักองครักษ์หลวงจะไปถึงเหลียวตง เกรงว่าหลูชิงหลิวคงตายไปแล้ว”
“เจ้าหมายความว่า พวกเราคาดการณ์ผิดหรือ?” ไช่เม่ามองหลานชาย น้ำเสียงแหบพร่าแต่เนิบช้า
ไช่เหิงมิได้ตอบในทันที สถานการณ์บัดนี้ซับซ้อนยิ่งนัก
“อาจมิได้คาดการณ์ผิด ฉินฮุ่ยแทรกซึมผู้คนไว้ไม่น้อยทั้งในเหอเป่ยและเหลียวตง หลูชิงหลิวทำการค้ามาหลายปี ต่อให้เป็นหมูตัวหนึ่ง ก็คงรวบรวมข่าวสารได้ไม่น้อย” ไช่เหิงกล่าว “สิ่งที่หลานกังวลที่สุดคือ หลูชิงหลิวจะสารภาพเรื่องที่พวกเราติดต่อไปมาหาสู่กับเขาด้วย”
ไช่เม่ากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “แล้วสารภาพออกมาแล้วจะทำอะไรได้ เขาไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ว่าพวกเราเกี่ยวข้องกับเขา”
“แล้วควรทำอย่างไรต่อ?”
“ไม่ต้องทำสิ่งใด”
“ทางหลี่หุยเล่า?”
“หากสถานการณ์ต่อจากนี้แสดงให้เห็นว่าหลูชิงหลิวมีหลักฐานเพียงพอจะโค่นฉินฮุ่ยได้ เจ้าจงส่งคนไปจัดการหลี่หุยทันที”
“ขอรับ!”
“หลังโค่นฉินฮุ่ยในครานี้ อำนาจทั้งในและนอกท้องพระโรงจะถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ เจ้าจงลอบถ่ายทอดความประสงค์บางประการแก่คนของลี่ปู้ (กรมขุนนาง) จัดวางคนของเราไปยังเจียงจั่วและเหลี่ยงเจ๋อให้มากขึ้น รอให้อ๋องเหลียวเข้ายึดเหมืองทองและเหมืองเงินในญี่ปุ่นได้ทั้งหมดแล้ว ข้าจะให้คนยื่นฎีกา ขอให้ฟื้นตำแหน่งรัชทายาทของอ๋องเหลียวด้วยความชอบอันใหญ่หลวง”
