วันที่ 10 เดือนเก้า ซุนฝู่เดินทางเข้าสู่วังชั่วคราวของจ้าวกวนเจีย โดยมีขันทีนำทาง
ยามนี้ฤดูใบไม้ร่วงล่วงเข้าสู่ช่วงปลาย ลานด้านหน้าปูด้วยใบไม้สีทองอร่าม ท้องฟ้าครามเข้มและกว้างไกล
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเป็นระลอก ชวนให้จิตใจปลอดโปร่งสดชื่น
ซุนฝู่สาวเท้าผ่านศาลาและหอสูง มุ่งไปยังเรือนริมทะเลสาบด้านหลัง
ทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงใสราวกระจก สะท้อนผืนฟ้าสีครามจนผืนฟ้ากับผืนน้ำเชื่อมเป็นหนึ่งเดียว
หอของจ้าวกวนเจียตั้งอยู่ริมทะเลสาบกระจก เบื้องหน้าคือแนวไม้สีทองที่กลมกลืนอยู่ในผืนฟ้าสีครามบริสุทธิ์ ประหนึ่งภาพวาดอันงดงามสะอาดตา
“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท!” ซุนฝู่กล่าวด้วยความตื่นเต้น
“เจ้ากลับมาแล้ว” จ้าวหนิงวางหนังสือในมือลง สายตาเลื่อนไปหยุดที่ซุนฝู่
“หลายปีที่กระหม่อมอยู่ซีเซี่ย มิได้มีวันใดไม่คิดถึงฝ่าบาท”
พอเถอะ ฉันเกือบต้องไปอยู่กระท่อมมุงจากระดับโรงแรมห้าดาวทางเหนือ เพราะแผนพิสดารของนายอยู่แล้ว
“หลายปีมานี้ เจ้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว”
“การได้ทำงานให้ต้าซ่ง และจงรักภักดีต่อฝ่าบาท คือเกียรติของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงถามขึ้นกะทันหัน “ยามเจ้ากลับมา หลี่เฉียนซุ่นกำลังทำสิ่งใด?”
“เขาดื่มสุราสำราญอยู่แต่ในพระราชวัง หมกมุ่นกับการค้าระหว่างซ่งกับเซี่ย ทั้งยังเอ่ยถึงฝ่าบาทหลายครั้ง บอกว่าหากมิใช่เพราะฝ่าบาททรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาและพระเมตตา สองแคว้นคงไม่อาจมีสันติสุขร่วมกันได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ?” จ้าวหนิงเอ่ย “ฟังดูแล้ว ศึกครั้งนี้กลับเป็นความผิดของเรา เป็นเราที่ทำลายสันติภาพระหว่างสองแคว้นกระนั้นหรือ?”
ซุนฝู่รีบกล่าว “มิใช่พ่ะย่ะค่ะ สันติภาพที่หลี่เฉียนซุ่นกล่าวถึงเป็นเพียงสันติภาพในสายตาของเขา เขามองการณ์สั้น จะล่วงรู้แผนการในพระทัยของโอรสสวรรค์ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
