ยามเย็นวันที่ 16 เดือนห้า ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ว่านเหยียนซาหลีกั่วทราบข่าวว่ากองทัพของอู๋เจี้ยยึดติ้งเซียงได้ ข่าวกองทัพจินที่ไต้โจวเคลื่อนพลก็มาถึงเยียนจิงในที่สุด
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
จงวั่งซึ่งปกติพูดจาอ่อนโยนมาโดยตลอดมองผู้ส่งสาร แทบจะอดใจไม่ไหว หยิบกระถางธูปบนโต๊ะเขวี้ยงใส่อีกฝ่าย
“องค์ชาย เป็นความจริงแน่นอนขอรับ ตูถ่งซาหลีกั่วเคลื่อนพลแล้ว!”
บรรยากาศพลันเงียบงันไปชั่วขณะ
“ใครให้ความกล้าแก่เขา!” จงวั่งตวาดอย่างเดือดดาล
“เขา...เขาได้รับคำสั่งจากจงซูหลิ่งก่อนหน้านี้แล้ว ให้รอจังหวะ...”
สีหน้าของจงวั่งพลันเขียวคล้ำ
“องค์ชาย ทางไต้โจวได้รับข่าวว่ากองทัพซ่งจะยกไปปราบเสอเข่อฉิวแห่งฝู่โจว ตูถ่งซาหลีกั่วจึงเคลื่อนพลพ่ะย่ะค่ะ”
“กองทัพซ่งจะไปปราบเสอเข่อฉิว แล้วเขาจะรีบร้อนเคลื่อนพลไปทำอะไร!” จงวั่งโกรธจนกระทืบเท้าด้วยความเดือดดาล
“เขา...”
หลิวเยี่ยนจงกล่าวว่า “ตูถ่งซาหลีกั่วต้องการล้างแค้นในศึกจิ้งคังปีที่สาม จึงเร่งร้อนจะเปิดศึกตัดสินกับอู๋เจี้ย”
“คนโง่! โง่เง่าที่สุด!”
จงวั่งไม่เคยเสียอาการเช่นนี้มาก่อน
ว่านเหยียนจิงไม่เข้าใจ จึงถามว่า “ท่านพ่อ ในเมื่ออู๋เจี้ยยกทัพไปไท่หยวน ซาหลีกั่วก็ฉวยโอกาสลงใต้ไปไท่หยวนพอดี แล้วมีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ?”
“นี่เท่ากับขยายแนวรบ จะประกาศสงครามหรือไร?” จงวั่งกล่าว “ยามนี้จงซูหลิ่งสนับสนุนการทำศึกกับโครยอ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนักไม่น้อย หากเวลานี้สถานการณ์รบกับแคว้นซ่งในเหอตงและเหอเป่ยขยายวงกว้างขึ้น ซ่างจิงจะคิดเช่นไร?”
จงวั่งพิจารณาปัญหาได้รอบด้านอยู่เสมอ
เขารู้ว่า นับแต่จงผานขึ้นสู่อำนาจ รอยร้าวภายในแคว้นจินก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นทุกที
