จ้าวหนิงชี้แผนที่พลางกล่าวว่า “ข้าศึกจินล้อมตงจิงมานานแต่ยังตีไม่แตก ย่อมต้องเริ่มปิดล้อมเมืองเป็นแน่”
จางซูเย่กับจ้าวติ่งต่างมองแผนที่เช่นกัน
“เพราะฉะนั้น ยามนี้เสบียงจึงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด”
การปิดล้อมเมืองที่ว่าคือการตีเมืองทั้งหลายรอบเมืองตงจิงให้แตก แล้วทำให้เมืองตงจิงกลายเป็นเมืองโดดเดี่ยวซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก
เช่นนี้กองกำลังที่มาช่วยราชสำนักก็ไม่อาจเข้ามาในเขตนี้ได้
ปีนี้ว่านเหยียนจงหานใช้วิธีเดียวกันนี้ในการโจมตีไท่หยวน
เขาปิดล้อมไท่หยวนฝู่ทั้งหมด จนกองหนุนของฉงซือจงมาถึงไม่ได้
นี่ต่างหากคือสงครามยืดเยื้อในช่วงนี้
แข่งกันว่าใครมีเสบียงพอกินนานกว่ากัน!
“ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราให้เกาชิวส่งคนไปตรวจสอบทุกครัวเรือนแล้ว บ้านสามัญชนมีเสบียงพอกินเพียงสามเดือน ส่วนบ้านที่มีฐานะหน่อยก็พออยู่ได้สี่เดือน”
จ้าวติ่งถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หากข้าศึกจินล้อมเมืองไปจนถึงเดือนสาม พวกเราคงลำบากยิ่ง”
หากถูกล้อมจนถึงเดือนสาม เมื่อนับรวมเดือนนี้ก็เป็นสี่เดือน เสบียงของบ้านสามัญชนย่อมหมดสิ้น
แม้จะกินอย่างประหยัดให้พออยู่ได้สี่เดือน แต่นั่นก็เป็นเพียงกรณีที่ดีที่สุด
เพราะไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าข้าศึกจินจะถอนทัพในเดือนสามจริง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของมวลชน
เมื่อถึงเดือนสาม หากคนในเมืองทนต่อไปไม่ไหว เสบียงหมดสิ้น ทั้งยังเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นจะทำเช่นไร?
เมื่อไร้เสบียง อารยธรรมมนุษย์ก็ถอยกลับสู่ยุคสัตว์ป่า
คนที่ไม่มีอาหารกินจะไปแย่งชิงเสบียงจากผู้ที่มีหรือไม่?
หากในเมืองเกิดความวุ่นวายขึ้น ยังจะทำสงครามต่อไปได้อย่างไร?
จ้าวหนิงกล่าวว่า “ที่นี่ เมืองฉือโจว ที่นี่ เมืองเซียงโจว แล้วก็ที่นี่ ต้าหมิงฝู่ รวมถึงแถบนี้ กองกำลังที่มาช่วยราชสำนักจากไท่หยวน เหอเจียน และจงซาน ล้วนกำลังเคลื่อนทัพลงใต้”
