“เพิ่มกำลังพลอีกสามแสน?” ว่านเหยียนซีอินขมวดคิ้ว
เกาชิ่งอี้ถือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งอยู่ในมือ
จงหานรับมาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “นี่เป็นข่าวเท็จ ราชสำนักซ่งจงใจหลอกลวงพวกเรา”
ว่านเหยียนซีอินกล่าวว่า “แต่หากเป็นเรื่องจริงเล่า?”
จงหานกล่าวว่า “หากแคว้นซ่งเพิ่มกำลังพลอีกสามแสนจริง เช่นนั้นก็ดียิ่ง เหอเป่ยว่างเปล่า ข้าจะยกทัพลงใต้ในคราเดียว บุกถึงเมืองตงจิง ตัดเสบียงของฮ่องเต้สุนัขให้สิ้น ดูซิว่ากองทัพเหลียวตงจะกลับมาช่วยราชสำนักหรือไม่!”
“ท่านจงซูหลิ่ง ข้าน้อยเห็นว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเรื่องนี้ ส่งหน่วยลาดตระเวนไปตรวจสอบสถานการณ์ในเหอเป่ยก่อน หากเยว่เฟยและคนอื่น ๆ ยังอยู่ที่เหอเป่ย สถานการณ์เกรงว่าจะไม่สู้ดีนัก” เกาชิ่งอี้กล่าว
ว่านเหยียนซีอินกล่าวว่า “หากจงวั่งแสดงท่าทีร่วมมือกับพวกเราในยามนี้ก็คงดี กองกำลังใต้บัญชาของจงวั่งยังมีอยู่ไม่น้อย หากร่วมกันยกทัพลงใต้ ก็จะกดดันแคว้นซ่งประหนึ่งขุนเขาถล่มลงมา ถึงสถานการณ์ในโครยอจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สำคัญนัก ดังนั้นท่านจงซูหลิ่ง ท่านยังต้องไปเยียนจิงสักครา เพื่อเกลี้ยกล่อมจงวั่ง”
ในเวลานี้ จงหานยังไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดในนามของดินแดนเยียนอวิ๋นได้เปลี่ยนเป็นว่านเหยียนชาง สหายเก่าของต้าซ่งแล้ว
จงหานนิ่งเงียบไป หลังครุ่นคิดอยู่นานจึงกล่าวว่า “ข้าจะไปเยียนจิงสักเที่ยว เพื่อพบจงวั่ง”
เกาชิ่งอี้กล่าวว่า “แต่พวกเราต้องเตรียมการล่วงหน้า หากจงวั่งยินดีให้ความร่วมมือ พวกเราก็ยกทัพใหญ่ลงใต้เพื่อปราบซ่งได้ แต่หากจงวั่งไม่ยินยอม และกองทัพของเยว่เฟยยังอยู่ที่เหอเป่ย ทั้งกองทัพของหลี่ชุ่ยแห่งชิ่งหยวนฝู่ก็ยังอยู่ที่นั่น พวกเราจำต้องปรับแผนใหม่ตามสถานการณ์ในโครยอ อย่างไรเสีย เรื่องที่แคว้นซ่งเพิ่มกำลังพลในโครยอ พวกเราก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ หากเป็นจริงขึ้นมา ความเสี่ยงก็ใหญ่หลวงนัก”
