คราวนี้แก้ตัวไม่ขึ้นแล้ว
“ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตกระหม่อม เห็นแก่ที่กระหม่อมเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อฝ่าบาท โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมสักครั้งเถิด”
“เจ้าเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อเราตั้งแต่เมื่อใด”
จางจวิ้นพลันพูดไม่ออก
“จ้าวมี่ เจ้าออกไปก่อน”
“กระหม่อมทูลลา”
จ้าวมี่ออกไปแล้ว หลังมือข้างที่จ้าวหนิงกำกระบี่ไว้เส้นเลือดก็ปูดโปนขึ้นทีละเส้น
“เมื่อครู่เราบอกเจ้าแล้วว่า หากนำหลักฐานพวกนั้นไปไว้ที่ตงจิง เจ้าจะถูกผู้คนรุมประณาม เจ้ายังกล้ามาพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเราอีก”
จางจวิ้นคุกเข่าอยู่ตรงนั้น หน้าผากแนบหลังมือ เหงื่อเย็นผุดชุ่มไปทั้งกาย
“รู้หรือไม่ว่านี่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารล้างตระกูล!”
“ฝ่าบาท...”
“จางจื่อไก้ หลานชายของเจ้า ปีนี้อายุยี่สิบสี่แล้วกระมัง”น้ำเสียงของจ้าวหนิงสงบนิ่ง ทว่าภายใต้ความสงบนั้นกลับแฝงจิตสังหารพลุ่งพล่าน “จางจื่อฉี จางจื่อโฮ่ว จางจื่อเหยียน จางจื่อเจิ้ง จางจื่อเหริน คนที่อายุน้อยที่สุดเพิ่งสิบสามปีใช่หรือไม่”
“ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตกระหม่อมเถิด โปรดไว้ชีวิตครอบครัวกระหม่อมด้วย ฝ่าบาทจะให้กระหม่อมทำสิ่งใด กระหม่อมก็ยินดีทั้งสิ้น”
จางจวิ้นเป็นคนโลภก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนเลือดเย็น
ในประวัติศาสตร์ คนผู้นี้ร่วมมือกับฉินฮุ่ยใส่ร้ายเยว่เฟย ก่อนจะคุกเข่าต่อหน้าสุสานเยว่หวัง
แต่เขารักบุตรชายของตนเป็นพิเศษ
จ้าวหนิงวางถ้วยชาลง เปลือกตาหรี่ลง มองจางจวิ้นพลางถามเสียงเรียบว่า “ในราชสำนักยังมีผู้ใดร่วมมือทำการค้ากับเจ้าอีก”
“มะ...ไม่มีแล้ว”
“หืม”
“ยะ...ยังมีอีกคนพ่ะย่ะค่ะ”
“ใคร”
“คนผู้นี้มิใช่ขุนนาง แต่ฐานะไม่ธรรมดาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ธรรมดาอย่างไร”
“เหอ...เหอหยงพ่ะย่ะค่ะ”
