“คุยเรื่องใดกันบ้าง?” จ้าวหนิงถาม
“ล้วนดื่มสุราชมระบำ แต่ระหว่างนั้นมีอยู่หลายครั้งที่พวกเขาให้เหล่านางรำถอยออกไป เมื่อรอบข้างไร้ผู้คน พวกเราจึงสืบหารายละเอียดไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อ๋องคังกับหวังป๋อเยี่ยนสนิทสนมกันมาแต่ไหนแต่ไร คงเพียงสนทนาเปิดอกในหมู่สหาย” จ้าวหนิงกล่าวอย่างเลื่อนลอย
“แต่หวังป๋อเยี่ยนผู้นี้เคลื่อนไหวบ่อยครั้ง ก่อนหลี่กังจะไปเหลียวตง เขายังไปพบหลี่กังด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เขาไปพบหลี่กังหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ครานั้นเขาไปหาหลี่กังด้วยเหตุใด?”
“เรื่องนี้... ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษ กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “เพียงสหายร่วมงานพูดคุยกันหลังมื้ออาหาร ไม่จำเป็นต้องคิดมาก”
“แต่คนของฉินฮุ่ยไม่น้อย ล้วนผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นโดยหวังป๋อเยี่ยนในครานั้น คนที่ฉินฮุ่ยแนะนำมา หวังป๋อเยี่ยนล้วนอนุมัติพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นเป็นการสรรหาคนมีความสามารถให้ราชสำนัก”
“แต่ในบรรดาคนเหล่านั้น มีไม่น้อยอยู่ในรายชื่อครานี้พ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับรองเสนาบดีลี่ปู้ รองเสนาบดีลี่ปู้รับผิดชอบการเลื่อนตำแหน่งขุนนาง โดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาและคำรับรองของผู้แนะนำ หากภายหลังขุนนางผู้นั้นมีปัญหา แล้วยังต้องให้รองเสนาบดีลี่ปู้รับผิดชอบอีก ผู้ใดจะกล้ารับตำแหน่งนี้?”
เกาชิวถึงกับพูดไม่ออก ทว่าเขาคล้ายเข้าใจความหมายของจ้าวกวนเจียแล้วว่า เรื่องของหวังป๋อเยี่ยน เรารู้แล้ว แต่ยามนี้ยังไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องเขา ปล่อยให้เขากระโดดโลดเต้นไปก่อน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง
