หลี่รั่วสุ่ยกล่าวว่า “ฝ่าบาท กองทัพจินที่ประจำการอยู่ในเหอเป่ยยังมิได้ลดจำนวนลง กลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ จุดประสงค์ที่ซีหลินเฮ่อหลู่เดินทางมาครั้งนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากเจรจาสงบศึก หลายปีมานี้ราชสำนักของเราออกศึกทุกปี ผู้คนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ย่อมพิจารณาผ่อนคลายสถานการณ์ลงได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ความวุ่นวายภายในของแคว้นจินเพิ่งปะทุขึ้น กองทัพจินในเหอเป่ยเป็นเพียงหน้าไม้ที่ง้างจนสุดกำลัง ฝืนประคองไว้เท่านั้น” ฉินฮุ่ยรับคำต่อ “ควรฉวยโอกาสนี้บีบให้แคว้นจินคืนเยียนอวิ๋น!”
“หากแคว้นจินไม่คืนเล่า?” หลี่รั่วสุ่ยขมวดคิ้ว เขามองออกว่าฉินฮุ่ยมิได้ถกเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรมเป็นกลางแม้แต่น้อย
ยามนี้ทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ว่าปีก่อนต้าซ่งผ่านศึกใหญ่มาหลายครา จนเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรงและขวัญกำลังใจตกต่ำ
เรื่องนี้มิใช่ปัญหาเงินทองในท้องพระคลัง มิใช่ปัญหาเสื้อเกราะอาวุธยุทโธปกรณ์ ยิ่งมิใช่ปัญหาจำนวนทหาร
หากเป็นเพราะทำศึกมาเนิ่นนาน ผู้คนมากมายต่างตกอยู่ในความอ่อนล้า
ทว่า ก่อนจ้าวกวนเจียจะกลับจากฉางอาน มิใช่เพียงตงจิงเท่านั้น แม้แต่เมืองหลวงทั้งสี่แห่งก็ยังมีกระแสเสียงเรียกร้องให้ฉวยโอกาสยกทัพขึ้นเหนือเพื่อกู้เยียนอวิ๋น
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะฮ่องเต้เพิ่งเสด็จนำทัพไปปราบซีเซี่ย ทำลายตั่งเซี่ยงที่ครองอำนาจในแดนตะวันตกเฉียงเหนือมานานนับร้อยปี บารมีการศึกจึงเลื่องลือสะเทือนใต้หล้าในชั่วข้ามคืน
หากยามนี้กู้เยียนอวิ๋นคืนมาได้ มิใช่ตรงกับพระประสงค์ของจ้าวกวนเจียหรอกหรือ?
ไม่ว่ายามใด ก็ไม่เคยขาดผู้ฉวยโอกาสทางการเมือง
ฉินฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชอบธรรม “หากแคว้นจินไม่คืน เช่นนั้นกองทัพหลวงของเราจะยกขึ้นเหนือ บุกจนกว่าแคว้นจินจะยอมคืน!”
