วันที่ 2 เดือนห้า ณ จวนฮุ่ยหนิง พระราชวังในเมืองซ่างจิง นางกำนัลและขันทีขนย้ายข้าวของ พลางวิ่งตามฝูงชนออกมาอย่างเร่งร้อน
ไม่นานนัก เสียงสตรีร่ำไห้ระงมและเสียงบุรุษตวาดก็ดังมาจากด้านในประตูวัง
ทหารองครักษ์ที่อยู่โดยรอบตั้งแถวเตรียมพร้อมอย่างเคร่งขรึม
“ฝ่าบาท ทางเมืองเหนือไม่มีกองทัพซ่ง พวกเราหนีออกจากเมืองทางประตูเหนือเถิด” ว่านเหยียนจงเซี่ยน ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์กล่าว
แท้จริงแล้วว่านเหยียนจงเซี่ยนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและการทูต ทั้งยังเป็นน้องชายของว่านเหยียนจงหาน
หลังจงหานป่วยตายที่เมืองซ่างจิง ว่านเหยียนจงเซี่ยนก็ยิ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทหารและการปกครองน้อยลง
ทว่าในยามนี้ กลับไม่มีผู้ใดมีบารมีเหนือกว่าเขาอีกแล้ว
หลังว่านเหยียนหยงขึ้นประทับบนพระที่นั่งเคลื่อนที่ ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า “ท่านอ๋องโจว พวกเรายังหนีรอดหรือไม่?”
“กระหม่อมจะอารักขาฝ่าบาทออกไปพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วจะไปที่ใด?”
“ไปผู่อวี่ลู่พ่ะย่ะค่ะ แล้วรวบรวมหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่”
“ยังจะสู้กับชาวซ่งได้อีกหรือ?”
“ไม่สู้แล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเราจะกลับไปอยู่ท่ามกลางขุนเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ กลับไปสร้างครอบครัวและดำรงชีวิตสืบไป” ว่านเหยียนจงเซี่ยนกล่าวด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
ฝูงชนมุ่งหน้าไปยังเมืองเหนืออย่างเร่งร้อน
หลังจากล้อมโจมตีเมืองมาหลายเดือน ภายใต้การนำของหยางไจ้ซิง กองทัพซ่งใช้ปืนใหญ่หนักเจาะกำแพงเมืองทางใต้และทางตะวันตกจนทะลุได้ตามลำดับ
กำลังทหารชุดสุดท้ายของเมืองซ่างจิงต่อต้านกองทัพซ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย
เพียงการรบตามตรอกซอกซอยก็ยืดเยื้อนานกว่าหนึ่งเดือน
ยามนี้ เมืองใต้และเมืองตะวันตกของเมืองซ่างจิงเต็มไปด้วยซากศพ บางศพถึงกับเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วเมือง
