เหมยจื้อลี่ถามว่า “โอ้ แล้วท่านมีเรื่องอันใดให้คับแค้นใจ?”
“นโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนนี้ เกรงว่าจะทำให้ชาวบ้านต้องพลัดที่นาคาที่อยู่!”
เหมยจื้อลี่ถามต่อว่า “จะพลัดที่นาคาที่อยู่อย่างไร?”
“เปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อน หากมีขุนนางฉวยโอกาสทุจริต ชาวบ้านไม่ได้รับเงิน เช่นนี้มิใช่จะทำให้ราษฎรอดอยากจนดำรงชีพไม่ได้หรือ?”
“แล้วท่านคิดจะทำอย่างไร?” เหมยจื้อลี่ถามอย่างไม่แสดงอารมณ์ แววตาสงบนิ่งจับจ้องวังป๋อเยี่ยน “หรือท่านคิดจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท ขอให้ฝ่าบาทถอนพระราชโองการ แล้วประกาศต่อใต้หล้าว่าพระองค์ทรงผิด?”
“โอ้ ไม่ ไม่ ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ ทรงเปี่ยมด้วยพระบารมีและพระเมตตาแผ่ไพศาล จะทรงทำผิดได้อย่างไร”
“แล้วหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าน้อยเพียงเห็นว่าแผ่นดินยามนี้มีรายจ่ายมหาศาล แต่กลับต้องนำเงินไปใส่กระเป๋าขุนนางฉ้อฉลในยามนี้ ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ข้าน้อยก็รู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก”
“คับแค้นใจแต่ไร้กำลังจะทำสิ่งใด ก็อย่าออกมาก่อความวุ่นวาย” เหมยจื้อลี่กล่าว
“ใต้เท้าเหมย ข้าน้อยยินดีไปกราบทูลฝ่าบาทตามตรง!”
“โอ้ ท่านจะเข้าเฝ้าเพื่อสิ่งใด?”
“ไปกราบทูลถึงข้อเสียของนโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อน!”
“ท่านไม่กลัวฝ่าบาททรงกริ้วหรือ?”
“หากทำให้ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ยุติได้ ต่อให้ข้าน้อยต้องตายก็ถือว่าคุ้มค่า”
วังป๋อเยี่ยนเพียงพูดไปเช่นนั้น หากได้เข้าเฝ้าจริง สีหน้าท่าทีของเขาย่อมเป็นอีกแบบหนึ่ง
วังป๋อเยี่ยนรู้ว่าในใจเหมยจื้อลี่ต่อต้านทั้งการใช้กำลังกับต้าหลี่และการเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนในเจียงตง มิฉะนั้นเขาจะอ้างป่วยเก็บตัวอยู่บ้านไปไย?
