ฉินฮุ่ยกล่าวว่า “แม้ราชสำนักจะยึดซินโจวคืนมาแล้ว (เมืองหลวงของอ๋องจ้านเฉิง) แต่แคว้นจ้านเฉิงยังมีกำลังตกค้างอยู่อีกมาก พวกเขาอาจยกทัพกลับมาโจมตีได้ทุกเมื่อ หากผนวกจ้านเฉิงเข้าไว้ใต้การปกครองของจวนผู้พิทักษ์อันหนาน ราชสำนักก็จะโยกย้ายทหารจากอันหนานได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องตั้งค่ายทหารขึ้นใหม่ ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณทางทหารในทะเลใต้ได้มาก”
หวังจงหวังอดโต้แย้งไม่ได้ว่า “ซินโจวอยู่ติดทะเล เพียงให้กองทัพเรือประจำการรักษาการณ์ก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้จวนผู้พิทักษ์อันหนานส่งทหารมาประจำการเลย”
“ไท่เว่ยหวังโปรดอย่าได้ขุ่นเคือง” ฉินฮุ่ยกล่าวอย่างสงบ “ข้าก็คำนึงถึงรายจ่ายของท้องพระคลังเช่นกัน”
หวังจงหวังกล่าวว่า “ท่านฉินกล่าวหนักไปแล้ว ข้ามิได้ขุ่นเคือง”
ฉินฮุ่ยกล่าวต่อว่า “ไท่เว่ยหวัง ควรมองการณ์ให้กว้าง ราชสำนักทุ่มงบประมาณทางทหารในทะเลใต้ไปมาก ในยามที่สถานการณ์ยังไม่กระจ่างเช่นนี้ ไม่ควรเพิ่มรายจ่ายอีก มิฉะนั้นแม้ฝ่าบาทจะทรงเห็นชอบ แต่คนของฮู่ปู้กับสำนักตรวจการก็คงไม่พอใจ”
เขากล่าวเสริมว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา เมื่อทรงวินิจฉัย ย่อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย พวกเราขุนนางควรแบ่งเบาพระราชภาระ มิใช่สร้างความยุ่งยากให้พระองค์”
คำพูดนี้ของฉินฮุ่ยช่างบาดลึกนัก
หวังจงหวังกำลังจะโต้กลับ แต่จ้าวหนิงขัดขึ้นเสียก่อน “พอเถิด ท่านฉินกล่าวมีเหตุผลอยู่ สถานการณ์ยังไม่กระจ่าง ความเสี่ยงย่อมสูงจริง”
“กระหม่อมเพียงกล่าวตามจริง” ฉินฮุ่ยรีบรับคำ “ยิ่งกว่านั้น หากต้องการใช้คุณธรรมแห่งราชวงศ์กล่อมเกล่าพวกคนต่างเผ่า ยังต้องสร้างโรงเรียนที่นั่น เผยแพร่อักษรฮั่น และส่งเสริมจารีตพิธี มิฉะนั้นก็ไม่มีวันสงบสุข”
