แต่ก็ไม่อาจเหมารวมได้ทั้งหมด
สำนักองครักษ์หลวงเพิ่งเริ่มขยายกำลังพล ผู้มาใหม่ที่รับเข้ามาย่อมยังไม่อาจลงมือทำงานได้ทันที
แม้แต่เล่นเกมก็ยังต้องเพิ่มระดับ นับประสาอะไรกับการรับคนเข้ามาแล้วฝึกฝนกันอย่างหนักในชีวิตจริง
หลังจ้าวหนิงเดินออกมา เขากวาดตามองรอบด้าน เกาชิวตาไว รีบสั่งคนให้แยกย้ายกันพุ่งเข้าไปลากพวกที่บุกรุกบ้านชาวบ้านออกมา
“ไป! ไป! อย่าร้องแล้ว! โอ๊ย! ไอ้เดรัจฉานตัวน้อย กล้ากัดข้าหรือ ข้าจะเตะเจ้าให้ตาย!”
หลังต้นไม้ใหญ่ หวังเป่าเจิ้งกดเสียงต่ำ ตะคอกใส่สุนัขตัวนั้นเบา ๆ ถึงกับคว้าไม้กระบองขึ้นมาตีกับสุนัข
สุนัขตัวนั้นผอมโซน่าสงสาร ถูกฟาดไปหลายที ก็วิ่งหนีหางจุกตูดไป
เกาชิวมองไปทางนั้น เห็นหวังเป่าเจิ้งเข้าพอดี จึงสั่งให้คนพาตัวเขามาทันที
“หลบอยู่หลังต้นไม้ ลับ ๆ ล่อ ๆ ทำอันใด?”
หวังเป่าเจิ้งรีบกล่าว “ใต้เท้าท่านนี้ ข้าน้อยเพียงเดินผ่านมา ข้าน้อยเพียงเดินผ่านมาเท่านั้น”
ลูกสมุนของหวังเป่าเจิ้งที่ถูกจับได้หลายคนรีบพูดแทรกกันเสียงระงม “หวังเป่าเจิ้ง ท่านเป็นคนสั่งให้พวกเราเข้าไปปล้นเสบียง ท่านจะไม่รับผิดชอบพวกเราไม่ได้นะ!”
“พวกเจ้าพูดเหลวไหลอันใด!” หวังเป่าเจิ้งกระโดดตัวลอยราวกับแมวถูกเหยียบหาง แทบอยากพุ่งเข้าไปฉีกปากคนเหล่านั้น
“โอ้ ที่แท้ก็เป็นเป่าเจิ้งนี่เอง!” บางทีเพราะหวาดกลัวอยู่ในใจ เกาชิวจึงแสดงท่าทีเอาจริงเอาจังเป็นพิเศษ ทำท่าราวกับจะ “สับพวกเจ้าที่เป็นลูกหมาพวกนี้ให้เป็นชิ้น ๆ ในวันนี้”
เขาถามเป่าเจิ้งผู้นั้น “พวกนั้นเป็นคนของเจ้าหรือ?”
“มะ...ไม่ใช่...”
เกาไท่เว่ยหัวเราะหึ ๆ ไออำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูบนใบหน้า “ผู้ใดโกหกจะถูกตัดลิ้นนะ”
หวังเป่าเจิ้งกล่าว “ข้าน้อยเป็นเสมียนของทางการ พวกท่านทำร้ายข้าน้อยก็เท่ากับต่อต้านราชสำนัก”
