ทันทีที่ฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น กัวจิงก็เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “ฝ่าบาท...”
“อย่าเพิ่งพูด ประหยัดพลังเวทไว้ เรารู้แล้ว”
กล่าวจบ จ้าวหนิงก็เดินตรงไปยังเชิงเทินก่อน ทหารองครักษ์พากันกรูกันเข้ามา ล้อมเขาไว้ตรงกลาง
ซุนฝู่และคนอื่น ๆ ร้องเรียกมาจากด้านหลัง “ฝ่าบาท เชิงเทินอันตรายพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ทหารองครักษ์ลากกัวจิงขึ้นไปบนเชิงเทิน
เหล่าทหารที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่ก่อนหน้านี้ก็กลับขึ้นไปบนเชิงเทินอีกครั้ง
พอขึ้นไปถึง จ้าวหนิงก็เห็นค่ายทหารจินตั้งเรียงรายทอดยาวสุดสายตาอยู่นอกเมือง
ยังมีทหารจินสวมเกราะกำลังฝึกซ้อมอยู่บนลานโล่ง พวกเขาส่งเสียงตะโกนเป็นระยะ ราวกับกำลังข่มขวัญเมืองตงจิง
ไม่ไกลนัก มีกองทหารจินแถวแล้วแถวเล่าเดินผ่านไปอย่างเป็นระเบียบ มองเห็นเป็นมวลดำทะมึน
เห็นได้ชัดว่ากองทัพจินมีวินัยเคร่งครัด ขวัญกำลังใจฮึกเหิมดุจสายรุ้ง
ส่วนทหารซ่งบนเชิงเทินกลับมีสีหน้าหม่นหมอง แววตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและสับสน
เมืองตงจิงสงบสุขมานานกว่าร้อยปีแล้ว
อยู่สุขสบายมานานเกินไป ทุกคนต่างจมอยู่ในความสุขสบาย จนความรุ่งเรืองฉาบฉวยทำให้กระดูกอ่อนยวบ
รู้จักภาพริมแม่น้ำในเทศกาลชิงหมิงกันใช่ไหม?
ภาพนั้นวาดทิวทัศน์เมืองตงจิงในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งเหนือ คนที่เคยเห็นภาพริมแม่น้ำในเทศกาลชิงหมิงย่อมรู้ดีว่า แม้แต่ประตูเมืองก็ไม่มีทหารเฝ้า มีอยู่เพียงไม่กี่คนและยังนั่งสัปหงกกันอยู่
ดังนั้น ในคราวที่ซ่งร่วมมือกับจินบุกโจมตีแคว้นเหลียว จึงเกิดเหตุการณ์ที่ทหารเหลียวหลายพันนายตีทหารซ่งนับแสนจนแตกพ่าย
แต่กระทั่งทหารจินเพียงไม่กี่พันนายก็ยังบดขยี้ทหารเหลียวหลายหมื่นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดเหตุการณ์น่าพิศวงที่ทหารจินสิบกว่านายเอาชนะทหารซ่งสองพันนายได้
หากทหารเหลียวหลายพันนายตีทหารซ่งนับแสนจนแตกพ่าย ก็ยังพอเข้าใจได้ คำว่าแตกพ่ายหมายถึงการเอาชนะกองหน้า ทำให้ขวัญกำลังใจของทหารซ่งปั่นป่วน จนทหารนับแสนหวาดระแวงไปหมด เห็นลมพัดใบไม้ไหวก็คิดว่ามีศัตรู แล้วพากันหนีเตลิดไป แบบนี้ยังพอรับฟังได้
ถึงอย่างไร ฟูเจี้ยนในครั้งนั้นก็มีกองทัพนับล้าน แต่ยังพ่ายแพ้แก่ราชวงศ์ใต้ในศึกแม่น้ำเฝยสุ่ย
ยุคอาวุธเย็นก็เป็นเช่นนี้ เมื่อขวัญกำลังใจของกองทัพพังทลาย ทุกคนย่อมหนีเอาตัวรอด ต่อให้แม่ทัพตะโกนจนคอแตกก็รั้งไว้ไม่อยู่
แต่บัดซบเอ๊ย ทหารจินสิบเจ็ดนายกลับเอาชนะทหารซ่งสองพันนายได้ แถมทหารซ่งยังบาดเจ็บล้มตายไปครึ่งหนึ่ง นี่ไม่ใช่แค่แตกพ่ายธรรมดา แต่สูญเสียไปครึ่งหนึ่งเชียวนะ!
เรื่องน่าพิศวงเช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็แต่ในราชวงศ์ซ่งเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ตอนนี้จ้าวหนิงรู้สึกอย่างไร ก็คงพอเข้าใจกันแล้ว
มันก็เหมือนคนยุคปัจจุบันทะลุมิติมา แล้วต้องพาทหารซ่งกลุ่มหนึ่งที่ถูกขยี้จนยับเยินซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาร้อยครั้ง ไปท้าทายกองทหารม้าที่มีความสามารถในการรบภาคสนามแข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้
ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ยังเป็นช่วงที่กองทัพจินมีความแข็งแกร่งถึงขีดสุด เหนือกว่ากองทัพแปดธงของราชวงศ์ชิงในยุคหลังเสียอีก
โชคดีที่กำแพงเมืองตงจิงหนาพอ และวิทยาการทางทหารของซ่งเหนือก็ก้าวหน้าไม่น้อย บนเชิงเทินมีทั้งหน้าไม้แขนเทพ เครื่องยิงหิน น้ำมันเพลิง ธนู ระเบิดสะเทือนฟ้า และอาวุธอื่น ๆ ครบครัน
เมื่อต้นปีนี้ หลี่กังบัญชาการป้องกันเมือง ทหารซ่งร่วมแรงร่วมใจกันอาศัยวิทยาการทางทหารเหล่านี้รักษาเมืองไว้ได้ กองทัพจินจึงจำต้องถอนทัพ
ที่น่าขันคือ หลังจากกองทัพจินถอยไปแล้ว ซ่งชินจงจ้าวหวนกลับหวาดระแวงหลี่กัง จึงหาเหตุผลบีบให้เขาจากไป
ผลก็คือ เมื่อกองทัพจินบุกลงใต้เป็นครั้งที่สอง หลี่กังไม่อยู่แล้ว ในเมืองจึงเหลือแต่พวกฝ่ายยอมจำนนกับคนไร้ความสามารถอย่างซุนฝู่
จ้าวหนิงเป็นคนจากศตวรรษที่ 21 ไหนเลยจะเคยเห็นภาพเช่นนี้ เขาถึงกับรู้สึกเวียนหัวอยู่บ้าง
มันไม่เหมือนตอนดูละครเลย ยามต้องเผชิญสนามรบเย็นเยียบตรงหน้าอย่างแท้จริง เขารู้สึกได้เพียงไอสังหารมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา
ขาแทบอ่อนจนจะล้มลง แต่เขาบังคับตนเองให้ยืนหยัด แถมยังยืดหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย
ระยะห่างขนาดนี้ ทั้งยังมีคูเมืองกว้างขวางคั่นอยู่ ลูกธนูของกองทัพจินไม่มีทางยิงมาถึง
เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องกลัวเลย
หากแม้แต่ฮ่องเต้ยังกลัว แล้วคนอื่นจะไม่กลัวได้อย่างไร?
ต่อให้กลัวแค่ไหน เขาก็แสดงออกมาไม่ได้
เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า “ปล่อยเซียนกัวลงไป”
กัวจิงได้ยินดังนั้นก็รีบร้องขอชีวิต “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“เซียนกัวอย่าได้กลัวไป เราไม่ได้จะสังหารเจ้า เราจะช่วยเจ้า อย่ากลัวเลย!”
เขาโบกมือให้ทหารองครักษ์ พวกนั้นก็เริ่มยกกัวจิงพาดลงบนเชิงเทิน กัวจิงกอดเชิงเทินแน่น ไม่ยอมลงไป
ซุนฝู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว อย่างไรกัวจิงก็เป็นคนที่เขาเชิญมา
“ฝ่าบาท แม้เซียนกัวจะเข้าใจวิชาอาคม แต่เกรงว่าเขายังมิได้บำเพ็ญกายจนบรรลุเป็นเซียน กระหม่อมหมายความว่า เขาอาจบาดเจ็บได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไร ปล่อยเขาลงไป เราไม่ได้ให้เขาไปโจมตีกองทัพจินด้วยตนเอง เขาเพียงร่ายเวทอยู่ใต้เชิงเทินก็พอ” จ้าวหนิงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
จากนั้นจึงหันไปมองกัวจิงที่กอดเชิงเทินไม่ยอมปล่อย “เซียนกัว อย่ากลัว หากทหารจินเข้ามาใกล้ เราจะให้เหล่าทหารใช้ธนูยิงพวกมันให้ถอยไป”
“อย่ากลัว อย่ากลัว” น้ำเสียงของจ้าวหนิงฟังดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น
เขาหันไปมองทหารองครักษ์แล้วกล่าวว่า “ง้างนิ้วเขาออก ค่อย ๆ ง้าง อย่าทำให้เซียนกัวบาดเจ็บ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทหารองครักษ์เริ่มง้างนิ้วของกัวจิงที่กำเชิงเทินแน่นทีละนิ้ว
กัวจิงตัวสั่นไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาท ต้องให้คนที่กระหม่อมเลือกไว้ออกไปนอกเมืองก่อน กระหม่อมจึงจะใช้วิชาเทพทหารหกเจี่ยได้! พวกเขาต้องออกไปนอกเมืองพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท!”
“คนมา จับพวกเขามัดให้หมด แล้วปล่อยลงไปพร้อมเซียนกัว”
คนเหล่านั้นได้ยินแล้วต่างมองเซียนกัวอย่างสับสน
พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเซียนกัวเป็นเซียนจริงหรือไม่ แต่ก็เชื่อไปก่อน ดังนั้นส่วนใหญ่จึงยังสงบนิ่งอยู่
กัวจิงเห็นว่าทำเช่นนี้หลอกฮ่องเต้ไม่ได้ จึงคิดว่าไม่สู้ยอมรับไปเสียว่าตนใช้วิชาอาคมไม่เป็นหรือ?
ไม่ได้! ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงมีโทษถึงตาย!
ไม่สู้รอให้ถูกปล่อยลงไปก่อน แล้วค่อยฉวยโอกาสหลบหนี?
ใช่! ฉวยจังหวะชุลมุนหนีไป!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นิ้วมือข้างหนึ่งของกัวจิงก็ถูกทหารองครักษ์ง้างออกหมด ส่วนที่เหลือเขาจึงให้ความร่วมมือแต่โดยดี
เขาพลันเปลี่ยนสีหน้า แล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “ฝ่าบาท รอกระหม่อมลงไปใช้วิชาเถิด กระหม่อมจะขับไล่โจรจินให้จงได้!”
กัวจิงกำลังตื่นเต้นยินดี ทว่าเพิ่งถูกหย่อนลงไปได้เพียงช่วงสั้น ๆ จ้าวหนิงก็กล่าวว่า “พลธนูเตรียมพร้อมไว้ หากเซียนกัวใช้วิชาไม่ได้แล้วยังคิดหนี ก็ยิงให้ตายด้วยห่าธนู!”
กัวจิงได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือด แทบจะสิ้นใจอยู่ตรงนั้น
จ้าวหนิงมองลงไปเบื้องล่างด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูเป็นมิตรเสียเหลือเกิน
ไม่นานกัวจิงก็ถูกหย่อนลงไป คนที่กัวจิงเลือกมาก็ถูกหย่อนลงไปด้วย
เวลานี้กองทัพจินสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวหน้าประตูเมืองแล้ว ต่างพากันมองมาด้วยความสงสัย
เมื่อกัวจิงลงไปถึงด้านล่างของเชิงเทิน ขาทั้งสองข้างก็อ่อนยวบด้วยความหวาดกลัว
จ้าวกวนเจียตะโกนว่า “เซียนกัว รีบใช้วิชาเถิด”
ในวันที่หนาวเหน็บเช่นนี้ เซียนกัวกลับเหงื่อเย็นผุดเต็มศีรษะ เขาเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นพลธนูเตรียมพร้อมแล้ว หากเขากล้าหนี ก็จะถูกยิงตายด้วยห่าธนู
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงฝืนใจ แสร้งทำทีเป็นร่ายเวท
พลางแสร้งทำพิธี พลางคิดหาเหตุผลมาแก้ตัวให้ตนเอง
เขายืนอยู่อย่างนั้นครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) จ้าวหนิงที่รออยู่ข้างบนเริ่มหมดความอดทน จึงถามว่า “เซียนกัว ตกลงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซุนฝู่ที่อยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนจะเห็นความผิดปกติแล้วเช่นกัน กัวจิงผู้นี้อาจเป็นนักต้มตุ๋น
เขาลอบร้องว่าแย่แล้ว หากวันนี้ฝ่าบาทจับได้ว่าเขาหลอกลวง ตนคงถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยมิใช่หรือ
ซุนฝู่ใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว แล้วเรียบเรียงถ้อยคำเป็นชุด ก่อนก้าวออกมารายงานว่า “ฝ่าบาท อากาศหนาวเย็นจับใจ เซียนกัวที่อยู่ข้างล่างอาจไม่สบายกาย จึงไม่อาจสำแดงวิชาได้เต็มที่พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ซุนฝู่ยอมเสี่ยงแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตทางการเมืองของเขา เขาจึงตัดสินใจลืมตาพูดปด
