เมื่ออวี๋ยุ่นเหวินเข้าเฝ้าในท้องพระโรง เขาตื่นเต้นจนแทบระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่
“ศิษย์ขอคารวะฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี”
ปีนั้นอวี๋ยุ่นเหวินอายุยี่สิบเอ็ด เป็นวัยที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและมีชีวิตชีวา
เขาสวมเครื่องแต่งกายของมหาวิทยาลัยตงจิง ใบหน้าซูบผอม คิ้วเข้มดวงตาโต สันจมูกโด่ง แม้รูปร่างไม่สูงนัก ทว่าท่วงท่ากลับผึ่งผายเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกเปี่ยมพลัง
จ้าวหนิงกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“เจ้าเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตงจิงหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์?”
“หากร่ำเรียนจนแตกฉานก็สามารถสร้างเมืองได้พ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบของอวี๋ยุ่นเหวินทำให้จ้าวหนิงประหลาดใจอยู่บ้าง
“เจ้าสนใจการสร้างเมืองเป็นพิเศษหรือ?”
“ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชาวหรงหรือขยายพรมแดน ล้วนต้องสร้างเมืองทั้งสิ้น การฟื้นแผ่นดินเดิมของจงหัวย่อมอยู่ที่การสร้างเมือง ส่วนการขยายเขตแดนก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ การขยายเขตแดนก็อยู่ที่การสร้างเมืองด้วยหรือ? คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“อย่างระเบียงเหอซี แม้ต้าซ่งจะใช้กำลังทหารยึดคืนมาได้ แต่หากไม่สร้างเมืองเป็นวงกว้างในระเบียงเหอซี ก็ยากจะเชื่อมต่อกับจงหยวนและแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้ อีกไม่นานก็จะถูกศัตรูยึดคืนไป ดังนั้นศิษย์จึงเห็นว่าการขยายเขตแดนก็อยู่ที่การสร้างเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบด้วยถ้อยคำชัดเจนตรงไปตรงมา
จากนั้นจึงกล่าวย้ำว่า “การขยายเขตแดนมิได้อยู่ที่การเพิ่มผืนแผ่นดิน หากอยู่ที่การแผ่พระบารมีและวัฒนธรรม ผู้ที่แผ่พระบารมีและวัฒนธรรมคือผู้คน หากไร้ผู้คน แล้วจะเผยแผ่สิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร? เมื่อไม่อาจแผ่พระบารมีและวัฒนธรรม สี่ทิศย่อมไม่ยอมศิโรราบ แล้วใต้หล้าจะสงบสุขได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวหนิงพลันสนใจชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมา เขาเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ด แต่กลับมองปัญหาเรื่องการขยายพรมแดนได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
