“ยากอย่างไรหรือ?” จ้าวหนิงถาม
หวังชื่อเวิงกล่าวว่า “แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างสุดในท้องถิ่นอย่างเจ้าหน้าที่กำกับเมือง ก็ยังต้องคัดเลือกผู้มีคุณธรรมและความสามารถจากมหาวิทยาลัยตงจิง ลี่ปู้เป็นผู้ประเมินผล ผู้ที่มีผลการประเมินโดดเด่นจึงจะเข้ารับตำแหน่งได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจือเซี่ยนของแต่ละอำเภอ”
แต่เดิมต้าซ่งมีอยู่ 1,234 อำเภอ แม้ในช่วงหลายปีมานี้จะมีเขตปกครองใหม่เพิ่มขึ้นหลังสงครามกับอันหนานและจ้านเฉิง แต่อำเภอระดับนี้ก็ยังมีเพียงหนึ่งพันกว่าแห่ง
อย่าเห็นว่าในเมืองหลวงมีขุนนางใหญ่เต็มไปหมด แล้วคิดว่าขุนนางหาได้ง่ายดาย
นี่เรียกว่าอคติจากผู้ที่รอดพ้น
ในจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ที่มีประชากรกว่าหนึ่งร้อยล้านคน ผู้ที่สามารถนั่งตำแหน่งจือเซี่ยนได้นั้นมีสัดส่วนน้อยยิ่งนัก
จือเซี่ยนของแต่ละอำเภอได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดามารดาของราษฎร ในยุคโบราณที่อำนาจท้องถิ่นยังมิได้แบ่งแยกละเอียดถี่ถ้วน อำนาจของจือเซี่ยนนับว่ายิ่งใหญ่ยิ่ง
นี่เองคือเหตุผลที่แนวคิด “ยึดขุนนางเป็นใหญ่” ในสังคมศักดินาจีนมีต้นกำเนิดจากราชวงศ์ซ่ง การเป็นขุนนางในราชวงศ์ซ่ง โดยเฉพาะขุนนางฝ่ายบุ๋น ย่อมได้รับทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ชั้นเลิศ
ในต้าซ่ง หากมิได้เป็นขุนนาง ต่อให้มั่งคั่งเพียงใด ก็ยังเป็นคนชั้นต่ำกว่าผู้อื่น
เมื่อสูญเสียแสนยานุภาพและความองอาจของราชวงศ์ถังไป ผู้คนต่างก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อแทรกตัวเข้าสู่แวดวงขุนนาง
หวังชื่อเวิงกล่าวต่อว่า “หากต้องการเป็นจือเซี่ยน อย่างน้อยก็ต้องมีวุฒิเทียบเท่าจิ้นซื่อ ผู้ได้วุฒิเทียบเท่าจิ้นซื่อต้องผ่านการสอบระดับท้องถิ่น การสอบระดับมณฑล และการสอบหน้าพระที่นั่ง จึงจะโดดเด่นเหนือผู้คนนับหมื่นได้ ทว่าบัดนี้ หากจะเข้ารับตำแหน่ง ยังต้องเข้าเรียนในสำนักศึกษาขุนนางแห่งใหม่ จากนั้นลี่ปู้จะประเมินผล ก่อนผ่านการพิจารณาจากหลายฝ่ายและได้รับมอบหมายตำแหน่ง”
