จางเซี่ยวฉุนเดินทางมาถึงถ่งจวินซือ
ยามนี้บรรดาขุนพลทัพจินในถ่งจวินซือมารวมตัวกันครบแล้ว
กองทัพซ่งยึดเมืองโซ่วหยางได้อย่างกะทันหันในเวลานี้ เรื่องนี้ย่อมทำให้ว่านเหยียนเสอมู่ผู้มีนิสัยฉุนเฉียวเดือดดาล
เขานั่งอยู่ตรงกลาง ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อหยาบกร้านเขียวคล้ำ
“สองแคว้นลงนามสัญญาสงบศึกกันแล้ว กองทัพซ่งกลับเปิดศึกโดยพลการ นับเป็นข้ออ้างชั้นดีให้พวกเราเปิดศึก!” ว่านเหยียนหูเจี่ยกล่าว
“เรื่องนี้ควรกราบทูลเยียนจิงหรือไม่?” เยลี่ว์จิน ซึ่งเป็นเหมิงเหยี่ยนเช่นเดียวกันเอ่ยถาม
ว่านเหยียนหูเจี่ยกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “องค์ชายรองมิได้อยู่เยียนจิงในยามนี้ แล้วผู้ใดจะตัดสินใจได้? ว่านเหยียนจิงเจ้าคนไร้ประโยชน์นั่นหรือ?”
เยลี่ว์จินกล่าวว่า “ชาวซ่งหวาดกลัวพวกเรามาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยเป็นฝ่ายเปิดศึกก่อน ครานี้กลับจู่โจมโซ่วหยางอย่างกะทันหัน ย่อมมีเหตุเบื้องหลัง ควรสืบให้กระจ่างก่อน แล้วค่อยส่งคนไปซักถาม รอให้รู้กำลังพลและแผนการจัดวางทัพซ่งเสียก่อน ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”
ว่านเหยียนเสอมู่พยักหน้า รู้สึกว่าคำพูดของเยลี่ว์จินมีเหตุผลอยู่บ้าง
แม้ว่านเหยียนเสอมู่จะโหดเหี้ยม แต่ยามทำศึกเขาก็มิได้โง่เขลา
เขาเป็นน้องต่างมารดาของว่านเหยียนอากู่ต๋า ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “ขุนพลผู้กล้าหาญอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิน”
คำว่าอันดับหนึ่งในที่นี้ มิได้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญการศึกที่สุด แต่หมายถึงขุนพลผู้ห้าวหาญที่สุดในสนามรบ
ผลงานการศึกของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?
ในสงครามจินกับเหลียว เขาตีซีจิงของเหลียวแตก ซึ่งก็คือต้าถง
ต่อมายังรบชนะกองทัพเหลียวที่ซั่วโจว เหออิน และอำเภอหม่ายี่ต่อเนื่องกัน
จากนั้นปราบปรามการต่อต้านของชนเผ่าในจงจิง และเกลี้ยกล่อมบรรดาอำเภอตามชายฝั่งให้ยอมสวามิภักดิ์
