การลดความแตกต่างด้านสถานะระหว่างชนชั้นสูงกับขุนนางอย่างที่ว่านเหยียนจงวั่งคิด ย่อมเป็นผลดีต่อแคว้นจินเองอย่างแน่นอน เมื่อใช้ระบบเป็นมาตรวัดทุกสิ่ง ก็จะสามารถควบคุมเหล่าชนชั้นสูงที่ขยายอำนาจจนเกินขอบเขตได้
เรื่องนี้เอื้อต่อการเสริมสร้างอำนาจส่วนกลาง นับเป็นแบบแผนมาตรฐานของจักรวรรดิ
ทว่าแนวคิดนี้ย่อมถูกชนชั้นสูงจำนวนมากต่อต้านอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น แม้อุดมการณ์ของจงวั่งจะงดงามเพียงใด แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายยิ่งนัก
ชนชั้นสูงทั้งหลาย รวมถึงจงหาน อูจู๋ ว่านเหยียนชาง จงฝู่ และว่านเหยียนเสอมู่ คนใดบ้างที่ไม่มีทหารส่วนตัว?
จงวั่งคิดจะนำวิธีการของราชวงศ์ซ่งมาใช้ในยามนี้ มิใช่ต้องการให้พวกเราส่งมอบอำนาจทางทหารหรอกหรือ!
ด้วยเหตุนี้ ยามจงวั่งอยู่เยียนจิง ว่านเหยียนเสอมู่ยังพอเก็บงำความกำเริบเสิบสาน ไม่กล้าวางอำนาจในไท่หยวนฝู่เกินไปนัก
แต่เมื่อว่านเหยียนเกาป่วยตาย จงวั่งจึงกลับซ่างจิง ว่านเหยียนเสอมู่ก็กลายเป็นม้าป่าหลุดบังเหียน เริ่มกวาดต้อนทรัพย์สินในไท่หยวนฝู่อย่างไร้ขอบเขต
เรื่องนี้ย่อมเพิ่มภาระให้แก่ชาวไท่หยวนฝู่ และทำให้ความขัดแย้งในท้องถิ่นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดอ่อนของแคว้นจินที่จ้าวหนิงกล่าวถึง อยู่ตรงนี้เอง
สรุปได้ในประโยคเดียวว่า จงวั่งขึ้นเหนือ เสอมู่กำเริบ วิกฤตอาหาร ไท่หยวนฝู่เป็นดั่งถังดินปืน เพียงประกายไฟก็พร้อมระเบิด
เสียงกรีดร้องดังมาจากที่ว่าการถ่งจวินซือไท่หยวนฝู่ หญิงสาวผู้หนึ่งในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยวิ่งออกมาจากข้างใน
ด้านหลังมีเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของชายคนหนึ่งดังตามมา “ฮ่า ๆ ๆ! อย่าไปขวางนาง ดูซิว่านางจะวิ่งไปได้ไกลสักแค่ไหน!”
ทหารจินที่เฝ้าเวรอยู่หน้าประตูไม่มีผู้ใดกล้าขวาง หญิงสาววิ่งพรวดออกมาจากประตูใหญ่ ท่ามกลางความหนาวเหน็บของเดือนเหมันต์ นางเท้าเปล่า วิ่งสุดชีวิตไปข้างหน้า พลางร้องเสียงดังว่า “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าที!”
