เหล่าบัณฑิตแห่งต้าซ่งไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นวันนี้มาก่อน
พวกเขาพลิกตำราโบราณ ค้นหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของปราชญ์แต่เก่าก่อน ทว่าค้นอย่างไรก็ไม่พบสิ่งที่เรียกว่าสำนักพิจารณากฎหมาย
นับแต่โบราณ การบัญญัติกฎหมายล้วนเป็นพระดำรัสของฮ่องเต้ และบัญญัติขึ้นเพื่อฮ่องเต้ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ากฎหมายแผ่นดิน มิใช่กฎหมายประชาชน
แก่นแท้ของกฎหมายแผ่นดินก็คือกฎหมายของฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้ตรัสออกมา ย่อมกลายเป็นกฎหมาย
ทว่าสภาหารือราชกิจแห่งนี้กลับชวนประหลาดยิ่งนัก ถึงกับจัดตั้งขุนนางผู้พิจารณากฎหมายสองคนขึ้นในที่ว่าการทุกแห่ง
การริเริ่มบัญญัติกฎหมายเริ่มจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง แต่ขั้นตอนการบัญญัติกฎหมายกลับเริ่มจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน
สิ่งที่ชวนประหลาดยิ่งกว่าคือ สำนักบูรพาซึ่งมีอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้นำ กลับสูญเสียอำนาจด้านการบัญญัติกฎหมายไปโดยสิ้นเชิง
เป็นที่ทราบกันดีว่าการจัดเก็บภาษีขึ้นตรงต่อสำนักบูรพา
อย่างเช่นในยามนี้ สำนักบูรพาเห็นว่าพ่อค้าในหมู่ประชาชนหลีกเลี่ยงภาษีกันมากเกินไป จนกระทบรายได้ของราชสำนักอย่างร้ายแรง สาเหตุเกิดจากช่องโหว่ในกฎหมายการค้า ทว่าสำนักบูรพากลับแก้ไขกฎหมายการค้าเองไม่ได้ จำต้องยื่นเรื่องต่อสภาหารือราชกิจ
จึงเกิดปัญหาที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งคัดค้านอย่างหนักขึ้นมา สำนักบูรพาสูญเสียอำนาจบัญญัติกฎหมาย กฎหมายการค้ามีช่องโหว่ สำนักบูรพาต้องการแก้ไข แต่จำต้องดำเนินตามขั้นตอนจนถึงสำนักพิจารณากฎหมาย ซึ่งสำนักพิจารณากฎหมายต้องเรียกประชุมหารืออีกครั้ง กระบวนการนี้จึงซับซ้อนยิ่งนัก
ซับซ้อนถึงขั้นที่สำนักพิจารณากฎหมายเรียกให้บรรดาจังหวัดและอำเภอทั่วทุกสารทิศเสนอความเห็นในการแก้ไขกฎหมาย จากนั้นจึงประชุมหารือ แล้วลงคะแนนตัดสินในท้ายที่สุด เมื่อได้ข้อยุติแล้วจึงจัดคนเฉพาะทางมาแก้ไขร่างกฎหมาย
