“ท่านปู่ หากเรื่องนี้เป็นความจริง ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของจ้าวติ่งคงรักษาไว้ไม่ได้แน่” ไช่เหิงเอ่ย ดวงตาเป็นประกาย
“หวังจู้มอบข่าวนี้ให้เจ้า ด้วยเหตุใด?”
ไช่เหิงกล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า “หวังจู้เป็นคนของหลาน”
“เขาอาจเป็นคนของผู้อื่นโดยปิดบังเจ้าอยู่ก็ได้”
“ท่านปู่ หลานรู้ว่าท่านกังวลเรื่องใด แต่เรื่องนี้เป็นโอกาสอันหาได้ยากจริง ๆ”
ไช่เม่าถอนหายใจ หลับตาครุ่นคิด ริ้วรอยบนใบหน้าคล้ายกิ่งไม้เก่าแก่ที่ขยับไหวอย่างเชื่องช้า
ไช่เหิงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ ไม่เอ่ยวาจา
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ไช่เม่าจึงกล่าวว่า “ไปหาหลักฐานมา เมื่อได้แล้วก็นำไปมอบให้สำนักตรวจการ”
“ขอรับ”
รุ่งเช้าวันที่ห้าเดือนหก เยว่อวิ๋นกับลู่โหยวเข้าวัง พบจ้าวกวนเจียที่หอเซิงผิง
“กระหม่อมทั้งสองคำนับฝ่าบาท”
“ไม่ต้องมากพิธี มานั่งกันเถิด วันนี้เราเชิญพวกเจ้ามาร่วมรับอาหารเช้า”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ทั้งสองนั่งลงที่ด้านข้าง
จ้าวอวี๋นั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขา
ลู่โหยวกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมทั้งสองเข้าเฝ้า นอกจากร่วมรับอาหารเช้าแล้ว ยังมีเรื่องใดอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เราได้ยินมาว่าสองปีมานี้ เจ้าอยู่ในทุ่งหญ้า และจัดการปรับเปลี่ยนเผ่าทาทาร์ได้ดีทีเดียว”
ลู่โหยวกล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของราชสำนัก เป็นเพราะฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ มิใช่ความดีความชอบของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้น หากเราต้องการให้เจ้าไปซีอวี้สักเที่ยว เจ้าจะปรับเปลี่ยนซีอวี้ให้เป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?”
ลู่โหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตื่นเต้นขึ้นทันที “ซีอวี้กว้างใหญ่ยิ่ง ไม่ทราบว่าหมายถึงที่ใดโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ?”
“แคว้นเหลียว”
