“แต่คุณธรรมมิอาจยับยั้งความโลภของมนุษย์ได้” จ้าวฉุนกล่าว “ไม่กี่วันก่อนลูกยังได้ยินมาว่า มีอารามแห่งหนึ่งในเมืองไคเฟิงลอบลักพาตัวสตรีที่เดินผ่านไป แล้วกระทำเรื่องชั่วช้า ภายหลังถูกที่ว่าการเมืองไคเฟิงสืบคดีจนพบ เหล่าภิกษุราคะพวกนั้นล้วนถูกจับกุม”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จ้าวฉุนก็จริงจังขึ้นอีก เขาจ้องบิดาอย่างตั้งใจ ก่อนถามว่า “มรรคาของศากยมุนีกับขงชิว นับเป็นมรรคาหรือไม่?”
“ไม่ใช่” จ้าวหนิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “มรรคาคือกฎเกณฑ์ เชิงภววิสัยที่ดำรงอยู่จริง พุทธศาสตร์คือการฝึกจิตและบรรลุนิพพานของปัจเจก ส่วนลัทธิหรูคือการสำรวมตนและฟื้นฟูจารีต เป็นการขัดเกลาตนเอง ทั้งสองสิ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
จ้าวฉุนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
จ้าวหนิงกล่าวต่อว่า “เราไม่พูดถึงความแตกต่างในแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ แต่จะพูดถึงผลที่มีต่อผู้คน หากใช้หลักทั่วไปที่ไม่แปรเปลี่ยนตามเจตจำนงของปัจเจกมาวางกรอบพฤติกรรมของผู้คน ก็จะมีมรรคาที่มองเห็นและอธิบายได้ คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็หลุดพ้นจากการควบคุมของเจตจำนงมนุษย์”
“แต่พุทธศาสนาและลัทธิขงจื๊อต่างมุ่งฝึกตนและขัดเกลาจิตใจ เราเคยพูดกันแล้วว่าความโลภดำรงอยู่ตลอดไป แม้อาจมีคนเพียงหยิบมือในโลกที่สลัดความโลภได้ แต่เราก็ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้คนทั้งหมดทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนาและลัทธิขงจื๊อจึงมีทั้งภิกษุราคะและคนหน้าไหว้หลังหลอก แถมยังมีอยู่ไม่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มีหลักทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกคน หรือก็คือกฎธรรมชาติ”
ชีวิตคนเรามีเพียงไม่กี่สิบปีสั้น ๆ
วัยเยาว์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความไร้กังวล ครั้นเข้าสู่วัยรุ่นก็เริ่มมีเรื่องกลัดกลุ้ม พอเป็นหนุ่มสาวก็เริ่มพบความทุกข์
