ฮ่องเต้กับขุนนางเฒ่านั่งประจันหน้ากัน
ที่จริงจ้าวหนิงมีเรื่องมากมายอยากกล่าวกับจ้าวติ่ง ทว่าก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก จ้าวติ่งก็กล่าวขึ้นว่า “ตลอดหลายปีมานี้ โชคดีที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัย แคว้นจินถูกกำจัดแล้ว ใต้หล้าสงบสุข กระหม่อมจึงมาขอลาออกจากตำแหน่งพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงมิได้ประหลาดใจ เพียงตรัสเสียงเรียบว่า “ท่านก็จะไปด้วยหรือ?”
“กระหม่อมจำต้องไปพ่ะย่ะค่ะ”
“เยว่เฟยจากไปแล้ว บัดนี้ท่านก็จะไปอีก พวกท่านจากไปหมด แล้วผู้ใดจะช่วยแบ่งเบาภาระให้เรา?”
“บัดนี้ราชสำนักมีคนเก่งอยู่มากมาย กระหม่อมเชื่อว่าฝ่าบาทย่อมหาคนที่เหมาะสมกว่ากระหม่อมได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?”
“ทฤษฎีวิภาษวิธีของฝ่าบาทมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ? แต่ก่อนความขัดแย้งอยู่ระหว่างต้าซ่งกับแคว้นจิน ต้าซ่งจำต้องมีเสียงเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คำสั่งจากเบื้องบนลงไปถึงเบื้องล่าง ระดมกำลังและทรัพยากรต่อต้านจินได้อย่างรวดเร็ว กระหม่อมสามารถประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ได้ ทว่าบัดนี้แคว้นจินถูกกำจัดแล้ว ต้าซ่งยังจำเป็นต้องรักษาเสียงที่เป็นหนึ่งเดียวทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวหนิงตกอยู่ในห้วงความคิด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจ้าวติ่งเข้าใจเขาเป็นอย่างดี กระทั่งเข้าใจเขายิ่งกว่าเยว่เฟยเสียอีก
มิน่าเล่า ตลอดหลายปีมานี้ฮ่องเต้กับขุนนางจึงร่วมมือกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้าซ่งใช้ระบอบสงครามมาโดยตลอด ระบอบนี้ก่อตัวขึ้นหลังจ้าวหนิงผลักดันนโยบายใหม่อยู่หลายปี และกวาดล้างฝ่ายเก่าในราชสำนัก
กล่าวคือ ใช้ฮ่องเต้เป็นศูนย์กลาง ฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามผงาดขึ้น พร้อมจัดตั้งระบบระดมกำลังที่มีประสิทธิภาพ
