“ข้าเคยเห็นทหารม้าของกองทัพซ่งมาแล้ว” ผู่ฉาสือเจียหนูแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง “ต่อให้บุกออกมาในยามนี้ ก็ไม่มีทางตีทัพสองหมื่นของข้าแตกได้ กองหน้าคงตั้งตัวไม่ทันกระมัง”
“ใช่แล้ว ๆ พวกสุนัขซ่งจู่โจม กองหน้าจึงตั้งตัวไม่ทัน แต่พวกสุนัขซ่งไม่มีทางตีทัพของพวกเราแตกได้...” หลิวเอ้อกล่าวคล้อยตามผู่ฉาสือเจียหนู
ทว่าเห็นได้ชัดว่าหลิวเอ้อขาดความมั่นใจ
อาล่าฮูสือเอ่ยสมทบอย่างคุยโว “อีกไม่นานทหารม้าซ่งกลุ่มนี้ก็จะถูกกองทัพของเราสกัดไว้ จนถูกกวาดล้างสิ้นทั้งกอง!”
ทว่ากองทัพซ่งมิได้ถูกสกัดไว้ ทั้งยังเคลื่อนทะยานอย่างไร้ผู้ใดต้านทาน ยิ่งมุ่งหน้าไปก็ยิ่งรวดเร็ว สิ่งใดขวางทางล้วนแหลกเป็นผุยผง!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ แนวรุกของกองทัพซ่งแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
เมื่อเห็นทหารกองทัพจินจำนวนมากถูกพุ่งชนล้มลง ผู่ฉาสือเจียหนูก็เริ่มตัวสั่น ใบหน้าซีดเขียว
แท้จริงแล้ว ใต้บังคับบัญชาของเขายังมีกองม้ากว่ายจื่ออีกหกพันนาย ในนั้นยังมีทหารเกราะหนักอีกหนึ่งพันนาย
ยิ่งเมื่อรวมกับทหารม้าของอาล่าฮูสือ อย่างน้อยก็ยังมีทหารม้าอีกจำนวนหนึ่ง
กำลังทหารม้าที่ผู่ฉาสือเจียหนูมีอยู่ในมือ มากกว่ากองทัพซ่งอย่างเห็นได้ชัด
แต่ยามนี้ กองทัพจิ้งไซ่บุกเข้าไปในหมู่ทหารจินสองหมื่นนาย ผู่ฉาสือเจียหนูย่อมไม่อาจสั่งกองม้ากว่ายจื่อหรือทหารเกราะหนักให้เข้าปะทะกับกองทัพจิ้งไซ่ได้
เพราะนอกจากจะไร้ผลแล้ว ยังเท่ากับใช้พวกเดียวกันเองบดขยี้ไปก่อน
ที่จริงแล้ว เมื่อกองทัพซ่งฉีกแนวปะทะของกองทัพจินจนเกิดแรงทะลวงอันน่าสะพรึงกลัว ศึกในวันนี้ก็ถูกตัดสินไปแล้ว
เพียงแต่ผู่ฉาสือเจียหนูกับหลิวเอ้อไม่ยอมรับเท่านั้น
เมื่อกองทัพซ่งรุกลึกเข้ามายิ่งขึ้น ต่อให้ทหารจินยังไม่พ่ายพัง แม้กองทัพจิ้งไซ่จะถูกตีแตกจนหมดสิ้นกลางทาง การบุกโจมตีเมืองในวันนี้ก็แทบจะถือว่าล้มเหลวแล้ว
