“พ่ะย่ะค่ะ!” หลิวเอ้อทำได้เพียงรับคำ ไม่กล้าเอ่ยมากความ
อีกทั้งหลิวเอ้อเองก็เห็นว่าความพ่ายแพ้ครานี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป กองทัพซ่งฉวยจังหวะบุกโจมตีอย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปเข่นฆ่าอีกครั้งจริง ๆ กองทัพซ่งย่อมต้านไม่อยู่
ความคิดของผู่ฉาสือเจียหนูกับหลิวเอ้อล้วนไม่ผิด
หากวิเคราะห์สถานการณ์ยามนี้จากมุมมองภาพรวมของสงคราม ทหารม้าหนักของกองทัพซ่งสูญเสียไปกว่าครึ่ง กำแพงเมืองถูกกองทัพจินตีจนพังทลาย ขอเพียงกองทัพจินตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว แล้วใช้ทหารม้าคอยก่อกวนเส้นทางลำเลียงเสบียงไปยังเมืองตงเซิ่งและฝู่โจว กองทัพซ่งก็ยากจะฟื้นตัว
หากผู่ฉาสือเจียหนูตอบสนองได้ทันท่วงที เกณฑ์คนจากอวิ๋นเน่ยโจวมาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง พร้อมรวบรวมกองทัพจินที่แตกกระจัดกระจายขึ้นใหม่ เพียงจัดตั้งกองทหารชั้นยอดสองหมื่นนายแล้ววกกลับไปโจมตี อวี๋ยุ่นเหวินก็ยากจะสู้ต่อได้
หลิวเอ้อพาทหารม้าสองพันนาย พร้อมเสบียงแห้งที่กินได้กว่าครึ่งเดือน เคลื่อนไหวอยู่ทางใต้ของแม่น้ำหวงเหอ
ยามเย็นวันที่สาม เดือนสิบ ผู่ฉาสือเจียหนูข้ามแม่น้ำหวงเหออย่างเร่งร้อน แล้วกลับถึงอวิ๋นเน่ยโจวในยามเที่ยงคืน
อวิ๋นเน่ยโจวตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำหวงเหอ ห่างจากตงเซิ่งโจวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือสามร้อยลี้
ที่นั่นยังอยู่ห่างจากอวิ๋นโจวเกือบสี่ร้อยลี้
กองทัพจินที่รักษาการณ์อวิ๋นเน่ยโจวมีจำนวนไม่มากนัก เพียงสามพันนาย หากเกณฑ์กำลังคนอย่างแข็งกร้าว ชายทุกคนที่อายุตั้งแต่สิบสามถึงห้าสิบห้าปีจะถูกเกณฑ์ทั้งหมด ทำให้ระดมคนได้หนึ่งหมื่นคน
เห็นได้ชัดว่าผู่ฉาสือเจียหนูซึ่งกำลังคิดแก้แค้น เลือกเกณฑ์กำลังพลในอวิ๋นเน่ยโจวอย่างฝืนใจผู้คน
