จ้าวมู่หยุนก้าวฉับ ๆ ไปข้างหน้า สือย่งจูงม้าตามหลังมา
ทั้งสองเดินเรียงกันไปถึงตรอกแห่งหนึ่งข้างถนนสายหลัก
เสียงตีเหล็กดังแว่วมาจากด้านใน กลิ่นเศษเหล็ก กลิ่นถ่านไม้ และกลิ่นเหงื่อคลุ้งปะปนกับไอร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
จ้าวมู่หยุนให้สือย่งจูงม้ารออยู่ข้างนอก
เขาหยิบมีดแทงสามคมออกจากห่อบนหลังม้า แล้วเดินเข้าไปในร้านช่างตีเหล็ก
ช่างตีเหล็กสองคน คนหนึ่งแก่คนหนึ่งหนุ่ม เปลือยท่อนบน กวัดแกว่งค้อนใหญ่ ทุบเหล็กแดงก่ำบนทั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงดังเคร้งคร้างไม่ขาดสาย
ภายใต้การทุบตีสลับกันไปมา เศษเหล็กบนผิวเหล็กแดงก่ำร่วงหล่นไม่หยุด รูปร่างของเหล็กก็ค่อย ๆ กลายเป็นแท่งเหลี่ยมได้สัดส่วน
จ้าวมู่หยุนยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง ไม่เข้าไปรบกวน รอจนทั้งสองตีเหล็กรอบนี้เสร็จ
ครู่หนึ่ง ช่างตีเหล็กผู้สูงวัยใช้คีมคีบเหล็กที่ตีจนเป็นแท่งยาวใส่เข้าไปในเตาไฟ ก่อนจะคว้าผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งมาเช็ดเหงื่อ
ช่างตีเหล็กหนุ่มเดินไปข้างเตาแล้วเริ่มสูบลมด้วยเครื่องสูบลม
ฟืดฟาด ฟืดฟาด!
เปลวไฟสีแดงจางในเตาลุกวูบไหวราวกับงู อุณหภูมิภายในร้านช่างตีเหล็กค่อย ๆ สูงขึ้น
จ้าวมู่หยุนสังเกตเห็นว่าเชื้อเพลิงที่ใช้เผาเตาไม่ใช่ถ่านหิน แต่เป็นถ่านโค้ก
หรือว่าราชวงศ์ต้าอิ่นยังไม่ได้ขุดถ่านหินขึ้นมาใช้กัน?
ขณะที่จ้าวมู่หยุนกำลังครุ่นคิด ช่างตีเหล็กสูงวัยที่กำลังเช็ดเหงื่อก็เห็นเขา เมื่อเห็นว่าเขาสวมชุดเกราะของนายทหาร จึงรีบก้าวเข้ามาทักทาย
“ใต้เท้า ไม่ทราบว่าตาแก่ผู้นี้จะรับใช้ท่านได้อย่างไรบ้าง!”
“ท่านลุง ข้าอยากให้พวกท่านตีอาวุธให้ข้าสักชิ้น!”
จ้าวมู่หยุนไม่พูดมาก เขาหยิบมีดแทงสามคมส่งให้อีกฝ่ายตรง ๆ “ไม่ทราบว่าพวกท่านตีออกมาได้หรือไม่?”
“มีอาวุธชนิดใดบ้างที่หลูจื้อจื่อผู้นี้ตีออกมาไม่ได้?”
ชายชราผู้มีนามว่าหลูจื้อจื่อเอ่ยอย่างหยิ่งผยอง รับมีดแทงสามคมไปพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชะงักงัน “ใต้เท้า ท่านใช้มือฝนสิ่งนี้ขึ้นมาเองหรือ?”
