คืนนั้น สือย่งกินหมั่นโถวคนเดียวสิบลูก เนื้อแกะหนึ่งจิน ลูกสุดท้ายถึงกับยกชามขึ้นมาเลียน้ำซุป
นี่มันปริมาณอาหารของคนห้าคนในหอสัญญาณไฟก่อนหน้านี้เชียวนะ!
แม้จ้าวมู่หยุนจะรับปากว่าจะให้ทุกคนได้กินเนื้อทุกมื้อ แต่ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็เหลือเพียงเท่านี้ จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้!
ดังนั้นจ้าวมู่หยุนจึงกำหนดให้แต่ละคนกินหมั่นโถวสองลูกต่อมื้อ เนื้อสองเหลี่ยง พร้อมผักดองกับหัวไชเท้าเล็กน้อย และน้ำแกงเนื้อหนึ่งชาม
เช่นนี้ย่อมได้สารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ทุกคนฟื้นฟูเรี่ยวแรงหลังผ่านการฝึกหนัก
ต้องรู้ว่าปีนี้เขตเหอตงประสบอุทกภัยในฤดูร้อน พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ถูกฝูงตั๊กแตนรุกราน ผลผลิตธัญพืชลดฮวบ ศพอดอยากเกลื่อนกลาดทั่วท้องทุ่ง
ราชสำนักต้าอิ่นจึงขนย้ายเสบียงจากเจียงหนานมาแจกจ่ายบรรเทาทุกข์
แต่ขุนนางฉวยโอกาสนี้ยักยอกผลประโยชน์ หักเอาไว้เป็นทอด ๆ เมื่อถึงมือผู้ประสบภัยจะเหลือสักเท่าไร?
แม้แต่อำเภอซั่วโจว ซึ่งเป็นค่ายทหารเจ๋อชงชายแดน รับหน้าที่สำคัญในการป้องกันชายแดน เสบียงและเบี้ยหวัดของทหารก็ยังถูกหักเอาไว้ ทหารชั้นผู้น้อยกินไม่อิ่มเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้กินเนื้อ!
ในยุคนี้ ใครเล่าจะยื่นของอร่อยให้ผู้อื่นกินได้ตลอด ไม่แน่พวกเขาอาจถึงขั้นเอาเสื้อผ้าสีสดมาสวมให้เจ้าเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเทียบกับวันเวลาอันขมขื่นที่กินเพียงโจ๊กขาวกับผักดอง การที่จ้าวมู่หยุนให้ทุกคนได้กินเนื้อนั้นช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน
แต่ละคนซาบซึ้งในบุญคุณจนแทบจะเชิญจ้าวมู่หยุนขึ้นแท่นบูชา แล้วจุดธูปบูชาเขาทุกวัน
ตอนนี้สือย่งซึ่งเพิ่งมาใหม่กลับกินเข้าไปมากมายถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะไม่เสียดายเนื้อ?
เจ้าหมอนี่ไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหนแล้ว?
หรือจะพูดว่าเป็นเปรตกลับชาติมาเกิด ไม่เคยได้กินเนื้อมาก่อนเลย?
ทุกคนพากันเหลือบมอง ส่งสายตาดูแคลนไปให้
