แม้เสิ่นเหวินฟางจะไม่ค่อยพอใจสือเยี่ยนอยู่บ้าง แต่เรื่องหนึ่งก็ต้องแยกเป็นอีกเรื่อง การที่อีกฝ่ายช่วยลูกชายของเธอไว้เป็นความจริง เธอจึงรีบตอบรับทันที
“นั่นเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว”
แต่พอนึกถึงสภาพทางบ้านขึ้นมา เธอก็เริ่มกลุ้มใจอีกครั้ง
“ติดตรงที่บ้านเราไม่มีคูปองเนื้อสัตว์ จะซื้อเนื้อมาขอบคุณเขาก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีอาหารเนื้อสักอย่างคงดูไม่เหมาะเอาเสียเลย”
หลินเว่ยกั๋วสูบยาเส้นไปคำหนึ่ง พลางครุ่นคิด
“ไม่อย่างนั้นเอาข้าวสารไปแลกคูปองเนื้อสักใบดีไหม?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นเหวินฟางก็โมโหขึ้นมา เธอถลึงตาใส่หวังเจาอวี้ก่อนพูดว่า
“ข้าวสารที่บ้านครึ่งหนึ่งถูกเมียบ้านรองเอาไปคราวก่อนแล้ว ที่เหลือก็มีไม่มาก ยังต้องเก็บไว้รับรองสหายสืออีก จะเชิญเขากินข้าวทั้งที คงไม่ถึงกับต้มโจ๊กมันเทศให้กินหรอกนะ?”
พอได้ยินเช่นนั้น หลินเว่ยกั๋วก็พลอยกลุ้มใจไปด้วย
คนบ้านนอกอย่างพวกเขาไม่เหมือนคนในเมืองที่ได้กินธัญพืชจัดสรร แถมยังได้รับคูปองชนิดต่าง ๆ ทุกเดือน
ตลอดทั้งปี พวกเขาคงได้แบ่งเนื้อหมูอยู่บ้างก็แค่ตอนฆ่าหมูช่วงตรุษจีน ส่วนคูปองเนื้อยิ่งไม่ต้องพูดถึง
บนโต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะ เพราะทุกคนช่วยอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ
มีเพียงหวังเจาอวี้ที่ก้มหน้า หลุบตาวูบไหวอย่างมีพิรุธ เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกผิดอยู่ในใจ
ถึงตอนนี้เธอจะมีคูปองเนื้ออยู่ในมือ แต่ก็เอาออกมาไม่ได้เด็ดขาด แล้วจะอธิบายอย่างไรล่ะ?
ที่สำคัญคือเธอก็เสียดาย คูปองนั่นได้มาจากการเสี่ยงอันตรายไปแลกที่ตลาดมืด จะยอมยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้ยังไง?
